Omniscient Reader’s Viewpoint 515

ตอนที่ 515 – ความฝันที่เก่าแก่ที่สุด (5)

 

[‘กำแพงที่สี่’ ถูกเปิดใช้งานอีกครั้ง!]

แสงสว่างในโลกติดๆดับๆอยู่หลายครั้ง ผมรู้สึกได้ถึงสัมผัสที่ร่างกายถูกดูดไปยังที่ไหนสักแห่ง และภายในสติครึ่งหลับครึ่งตื่น เสียงเสียดสีของล้อรถไฟกระทบกับรางรถไฟดังขึ้นเต็มหัวของผม

ผมไม่อาจยอมรับได้

แม้ว่าผมจะรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่จะมาสนใจกับความต้องการของผม แต่ผมก็ยังพบว่ามันยากที่จะยอมรับได้

⸢ทำไมนักเขียนลับถึงตัดสินใจเช่นนั้น?⸥

ผมไม่อาจลืมสีหน้าสุดท้ายของเขาได้

เขาทำหน้าแบบนั้นได้ยังไง? เขายังไม่ได้เติมเต็มความต้องการที่แท้จริงเลย ได้ยังไง…

⸢งั้น สิ่งที่ นัก เขียน ลับ ต้อง การ จริงๆ คือ อะไร?⸥

ความทรงจำทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับนักเขียนลับพุ่งเข้าและออกจากหัวของผม

เรื่องราวที่ผมได้เรียนรู้จากนิยายต้นฉบับ – ในขณะที่ต้องทนกับการเดินทางอันแสนยาวนาน สิ่งที่ยูจงฮยอคต้องการจะเห็น ณ ปลายทางคืออะไร?

อะไรคือสิ่งที่เขาคาดหวังว่าจะพบ?

⸢[[แม้ว่ามันจะไม่ใช่บทสรุปที่เจ้าต้องการ… แต่ก็อย่าคิดว่าโลกนี้เป็นรอบการเสื่อมถอยที่ล้มเหลว]]⸥

มีเพียงแค่พูดเหล่านั้นที่ติดอยู่ในหัวสมองของผมเหมือนกับคำสาป

⸢คิม ทก จา⸥

กำแพงที่สี่เตือนผมด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวราวกับจะลงโทษความหยิ่งผยองของผม

⸢นี่ ไม่ใช่ ปัญ หา ที่ เจ้า จะ มา ตัดสิน⸥

กำแพงพูดถูก แม้ว่าหมอนั่นจะจากไปแล้ว แต่ผมก็ไม่สามารถหนีจากการเป็นกลุ่มดาวบ้าๆไปได้

ภายใต้แสงสว่างเจิดจ้า ร่างของอูรีเอล ลีฮุนซึง คิมนัมอุน และลีจีฮเยแห่งรอบที่ 999 ก็เริ่มกระจัดกระจายออกไป

หรือว่าเขาจะมีความสุขกับสิ่งนี้จริงๆ

เขาตัดสินใจด้วยตัวเอง งั้นนั่นก็คือความสุขของเขางั้นเหรอ?

เขาถือกำเนิดขึ้นมาในโศกนาฏกรรม ดังนั้นบางทีเขาก็อาจจะไม่รู้ว่าทางเลือกนั้นจะกลายเป็นอีกโศกนาฏกรรมก็ได้?

เรื่องราวของตัวผมในวัยเด็กและนักเขียนลับกำลังห่างออกไปเรื่อยๆ

ชายที่มองกลับมายังทิศทางนี้เป็นครั้งสุดท้ายไม่ใช่ยูจงฮยอคแห่งหนทางเอาชีวิตรอดอีกต่อไปแล้ว

⸢เพราะ เขา ถือ กำ เนิด ขึ้น มา ใน โศก นาฏ กรรม ดัง นั้น จึงเป็น เขา ที่ สามารถ จบ โศก นาฏ กรรม ได้ เช่น กัน⸥

⸢“ที่นี่คือบทสรุปท้ายของเรื่องราว”⸥

เรื่องราวอันยาวนานที่ผมได้อ่านมาจึงได้จบลงเช่นนี้

[คุณมาถึง ■■ ของสถานการณ์ทั้งหมด]

[คุณได้รู้เกี่ยวกับความลับของโลก]

หัวข้อเดียวที่เหลืออยู๋สำหรับพวกเราคือจะชีวิตต่อไปยังไงในเรื่องราวนี้ ส่วนของเรื่องราวที่หนทางเอาชีวิตรอดไม่ได้บอกผม

[‘ความฝันที่เก่าแก่ที่สุด’ ยุติลงแล้ว]

ทันใดนั้นเองความคิดหนึ่งก็โผล่ขึ้นมาในหัวของผม บางสิ่งที่ถูกลืมไปแล้วหลังจากถูกกวาดเข้ามาในสถานการณ์

ราชาโดเกบิได้บอกกับผมไว้ว่าโลกนี้คือความฝันของ ‘ความฝันที่เก่าแก่ที่สุด’

⸢ถ้าอย่างนั้นจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวละครในความฝันหลังจากที่ความฝันนั้นจบลง?⸥

ตัวละครจากรอบที่ 999 และนักเขียนลับต่างก็หลบหนีไปจากบทบาทของตัวละคร และเป็นอิสระจากความฝันผ่านความปรารถนาของพวกเขาเอง

งั้นจะเกิดอะไรขึ้นกับคนอื่นๆล่ะ?

หลังจากความฝันจบลง คนจากความฝัน…

[รางวัลจากการเคลียร์สถานการณ์สุดท้ายมาถึงแล้ว]

*

เสียงแก้มถูกตบดังออกมา ภายใต้แสงไฟจากรถไฟใต้ดิน คิมทกจาค่อยๆลืมตาขึ้น

“เฮ้ ตื่นแล้วเหรอ?”

เขาเห็นใบหน้าของฮันซูยองลอยอยู่ใกล้ๆในขณะที่เธอจับคอเสื้อของเขาเอาไว้

“…เกิดอะไรขึ้น?”

“นั่นแหละที่ฉันอยากถาม”

คิมทกจานวดหัวของเขาราวกับว่าเขาเป็นไมเกรน จากนั้นก็ลุกขึ้น

“พวกเราอยู่ที่ไหน?”

“ในรถไฟใต้ดิน ฉันเดาว่าคงถึงเวลาที่พวกเราต้องกลับบ้านล่ะนะ”

ฮันซูยองที่พูดคำเหล่านั้นออกมาดูจะสดชื่นด้วยเหตุผลบางอย่าง

รถไฟส่งเสียงดังและส่ายไปมา ความมืดภายนอกหน้าต่างสั่นไหวเบาๆ

“ทกจา นายโอเคนะ?”

เหล่าสหายเห็นเขาและเดินเข้ามาใกล้ ยูซานอา ลีฮุนซึง จางฮีวอนร ชินยูซอง ลีกิลยัง ลีจีฮเย จางฮายัง… และกระทั่งยูจงฮยอค พวกเขาต่างก็อยู่ที่นี่

⸢ทุกคนไม่เป็นอะไร⸥

คิมทกจามองไปรอบๆอย่างช้างๆ มันไม่มีผู้โดยสารอยู่สักคน มันเหมือนกับว่านี่คือรถไฟที่พวกเขาขึ้นมาเมื่อก่อนหน้านี้

⸢พวกเราปลอดภัยแล้วจริงๆ?⸥

“ฉันรักษาอาการบาดเจ็บให้นายแล้ว เมื่อพวกเรากลับไปยังกำแพงที่สี่ พวกเราน่าจะให้ลีซอลฮวาดูให้อีกที แต่…”

ยูซานอาที่กำลังคลำชีพจรของคิมทกจาอยู่ยิ้มเบาๆ สหายของเขาเดินเข้ามาทีละคน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสายตาของทุกคนจะจดจ้องมาที่เขา แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมาเลย

น่าแปลก คนแรกที่ขยับคือยูจงฮยอค แทนที่จะเดินเข้ามาหาคิมทกจาเหมือนกับคนอื่นๆ เขาได้เอนตัวพิงที่นั่งตรงหัวมุมและจ้องมองออกไปนอกหน้าต่าง

เรื่องราวของจักรวาลกำลังคลี่คลายอยู่ข้างนอก ด้ายที่เคยม้วนพันกันกำลังกลายเป็นเศษฝุ่นและกระจัดกระจายออกไปทีละเส้น

“มันคือการถ่ายทอดสดดวงดาว”

เรื่องราวที่มีตัวตนอยู่ในเส้นโลกจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังส่องประกาย การถ่ายทอดสดดวงดาวที่พวกเราเคยอยู่อยู่ตรงนั้น โลกที่พวกเราก่นด่าและไม่พอใจ แต่ก็ไม่อาจละทิ้งไปได้กำลังหายไปอย่างช้าๆในขณะที่มันเปล่งแสงอย่างเจิดจ้าเป็นครั้งสุดท้าย

ในขณะทิคิมทกจามองไปยังปรากฏการณ์นั้น ชินยูซองก็บีบมือของเขาไว้แน่น

“มันจบแล้ว”

ทันใดนั้นเอง ลีฮุนซึงก็หลั่งน้ำตาออกมา ชายร่างหมีที่ไม่เคยหลั่งน้ำตาออกมาสักหยดเริ่มสะอื้นไห้อย่างไม่อาจควบคุมได้ จางฮีวอนมองดูเขาและเม้มปากของเธอในขณะที่จมูกของเธอก็เริ่มแสบขึ้นมาเช่นกัน ส่วนลีจีฮเยนั้นได้เงยหน้าขึ้น บางที่เธอคงจะไม่อยากหลั่งน้ำตาออกมาด้วย

“มัน… จบแล้วจริงๆ”

มันจบแล้วจริงๆ ในที่สุดเรื่องราวอันแสนยาวนานนี้ก็จบลง

คิมทกจามองไปยังฝนดาวตกที่อยู่ไกลออกไป เขาจ้องมองและจากนั้นก็จ้องมองอีกครั้ง

ราวกับว่าเธอรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ฮันซูยองพูดกับเขา “นี่ไม่ใช่เพราะนายอ่านเรื่องนั้นซะหน่อย นายเองก็ไม่รู้เหมือนกันใช่ไหม?”

เหล่าสหายพากันพยักหน้า พวกเขาเองก็รู้ พวกเขารู้ว่าเหตุการณ์นี้อาจจะไม่จบลงแบบนี้

ด้วยเหตุนั้นพวกเขาจึงจ้องมองไปยังคิมทกจาและเรื่องราวของเขาอย่างเงียบๆ

⸢โลกไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ เว้นเสียแต่จะมีคนอ่านมัน⸥

เด็กน้อยที่ต้องอ่านอะไรบางอย่างถ้าเขาอยากจะมีชีวิตอยู่

พวกเขาถึงช่วยไว้หลายต่อหลายครั้งโดยเด็กเช่นนั้น

⸢การอ่านบางสิ่งเพื่อเอาชีวิตรอด – นั่นคือเรื่องราวเดียวกันกับทุกคน⸥

“มันคงจะดีถ้าแค่อ่านมัน แต่คิมทกจา นายพยายามที่จะเปลี่ยนเรื่องราวด้วยตัวเอง ฉันคิดว่ามันมากเกินพอ”

จางฮีวอนพูดออกมา

คนที่ไม่เคยไปถึงตอนจบของโลกนี้ตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงบทสรุปของหนทางเอาชีวิตรอด เธอกำลังยิ้มอ่อนๆและตบไหล่ของคิมทกจา

“งั้นนายมัวคิดอะไรอยู่? นี่ใช่บทสรุปที่นายต้องการเห็นไหม?”

คิมทกจาไม่อาจตอบเธอได้ เขากำลังวุ่นอยู่กับการเช็ดน้ำตาที่กำลังไหลออกมาอยู่

⸢เพื่อที่เขาจะได้เห็นภาพของโลกที่เขาสร้างขึ้นด้วยตาของเขาเอง⸥

คิมทกจาลืมตาของเขาอย่างช้าๆ และหน้าต่างสีดำสนิทของรถไฟก็สะท้อนผ่านม่านตาของเขา ใบหน้าของเหล่าสหายสามารถมองเห็นได้บนกระจกนั้น ราวกับว่านั่นคือภาพหมู่ที่มีจักรวาลเป็นพื้นหลัง

⸢บทสรุปของโลกนี้ที่เขาอยากจะเห็น⸥

“…ฉันกำลังมองไปที่มันอยู่”

ราวกับว่าพวกเขากำลังรอคำพูดเหล่านี้อยู่ ชินยูซองและลีกิลยังเริ่มเช็ดน้ำตาของคิมทกจา เขากอดเด็กทั้งคู่ไว้แน่น

จากนั้นใครบางคนก็ถามขึ้น

“หลังจากนี้พวกเราจะมีความสุขกันแล้วใช่ไหม?”

มีเพียงแค่การสั่นสะเทือนของรถไฟที่ดังก้องออกมาภายในความเงียบงันนี้เท่านั้น

บางทีรถไฟขบวนนี้คงจะไม่มีทางย้อนกลับไป และพวกเราก็คงจะไม่อาจไปยังสถานีนั้นได้อีกต่อไป

พวกเขาคงกำลังมุ่งหน้าไปยังสถานีแห่งใหม่

ในขณะที่ทุกคนจมอยู่กับความคิด น่าแปลกที่มันเป็นลีจีฮเยที่ตระหนักถึงความเป็นจริงอะไรบางอย่างได้ก่อน

“…ยังไงก็เถอะ มันจะเกิดอะไรขึ้นกับเส้นโลกที่พวกเราอาศัยอยู่?”

เมื่อทุกคนมองไปที่เธอ เธอก็เกาแก้มด้วยท่าทีเขินๆและพูดต่อ

“ทุกคนก็รู้หนิ ถ้าราชาโดเกบิเชื่อว่าโลกนี้เป็นเพียงแค่ความฝันของความฝันที่เก่าแก่ที่สุด แล้วถ้าความฝันนั้นจบลงล่ะ…”

แน่นอน กระแสเวลาของโลกที่พวกเราได้หยุดลงหลังจากกำแพงสุดท้ายถูกทำลาย ถ้าอย่างนั้น แม้ว่าพวกเราจะกลับไปยังโลกนั้นด้วยรถไฟคันนี้…

[มันจะไม่เป็นไร โลกของพวกเรากลับเป็นปกติแล้ว]

“อ่าห้ะ เข้าใจแล้ว โล่งอกไปที… เอ๋??”

ลีจีฮเยจ้องมองไปยังคิมทกจา จากนั้นก็ลีฮุนซึง และกระทั่งยูจงฮยอคและยูซานอา แต่ไม่ว่าเธอจะมองไปทางไหน ทุกๆคนก็พากันทำหน้าเหมือนกับเธอหมด

“เมื่อกี้ใครตอบหน่ะ?”

และจากนั้นทุกคนก็เงยหน้าขึ้นมองอากาศในเวลาเดียวกัน ลูกบอลขนลูกหนึ่งกำลังลอยอยู่ตรงนั้น

[ป๊า?]

สายตาของสหายทุกคนหรี่ลง

[อ่าป๊า]

บียูเริ่มหลั่งเหงื่อออกมา แต่ในที่สุดเธอก็ถอดหายใจออกมาและพูดขึ้น

[ทุกคนก็รู้ว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นแล้ว ทำไมถึงได้ประหลาดใจกันนัก?]

*

ทุกคนได้ฟังคำอธิบายจากบียู

ซึ่งโดยสรุปแล้วก็เป็นเช่นนี้

[เส้นโลกยังไม่พินาศ ข้าไม่รู้เหตุผลเหมือนกัน แต่… โลกที่ถูกหยุดเวลาได้ถูกขีดเขียนอีกครั้ง แม้ว่าโลกทัศน์จะสั่นสะเทือนไปทั่วเนื่องจากเรื่องราวขนาดใหญ่พังทลายลงไปในเวลาเดียวกัน แต่มันก็ยังต้องใช้เวลาอีกหลายพันปีกว่าโลกจะดับสูญไปตามธรรมชาติ]

ภาพของโลกที่พวกเราเคยอยู่สามารถมองเห็นได้อย่างลางๆเหนือหน้าต่างรถไฟ โลกที่เวลาหยุดเดินได้เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง

⸢อูรีเอลค่อยๆลืมตาขึ้นภายในการทำลายล้างนี้⸥

⸢มังกรเพลิงทมิฬกำลังหลับไหลและขดตัวเป็นลูกบอล…⸥

⸢หงอคงที่ถูกปกคลุมอยู่ในชั้นเมฆกำลังจ้องมองขึ้นไปยังท้องฟ้าเบื้องบน⸥

กลุ่มดาวเองก็ยังมีชีวิตอยู่

แม้แต่เทพสงครามทะเล ดาบเล่มแรกแห่งโครยอ… ทุกๆคนยังมีชีวิตอยู่ แม้ว่าพวกเขาจะสูญเสียความยิ่งใหญ่ที่เคยมีไป แต่พวกเขาก็ยังคงหายใจอยู่

บียูพูดขึ้นในขณะที่เธอมองไปยังกลุ่มดาวเหล่านั้น

[การถ่ายทอดสดดวงดาวยังคงอยู่ ระดับช่องได้พังลง และกลุ่มดาวก็ไม่ได้ทรงพลังมากอย่างเดิมแล้ว แต่ถึงกระนั้น มันก็เป็นเรื่องราวที่มีขนาดใหญ่มากจนต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะพังทลายลงโดยสมบูรณ์]

เพื่อนสองคนถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก มันเป็นการถอนหายใจที่พวกเขาเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน

ลีจีฮเยถามอีกครั้ง “แต่ความฝันจบลงแล้วใช่ไหม? งั้นโลกนี้จะมีตัวตนอยู่ต่อไปได้ยังไง?”

[ข้าบอกเจ้าแล้วไง ข้าเองก็ไม่รู้ ตั้งใจฟังหน่อยสิตอนมีคนบอกอะไร]

“…อืม ก็โล่งอกไปหน่อย แต่เธอพูดได้แบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่? นอกจากนั้น ดูความหยาบคายของเธอสิ! ลุง! ฟังที่บียูพูดสิ! ยัยเด็กนี่ ตอนนี้…!”

คิมทกจาเบนสายตาไปทางบียูทำให้อีกฝ่ายแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้และอ้าปากออกมาราวกับว่าเธอไม่รู้อะไรทั้งนั้น

[อ่าป๊า?]

ทุกคนอดขำไม่ได้ ลีจีฮเยหอบด้วยความโกรธและในขณะที่เธอกำลังจะตะโกนอะไรออกมา คิมทกจาก็เอื้อมมือออกไปกอดบียูไว้ซะก่อน

ก้อนขนที่มีขนาดเล็กมาก ณ ช่วงเริ่มต้นของสถานการณ์ ตอนนี้กลับมีขนาดใหญ่มากจนกอดไม่รอบแล้ว

ยูจงฮยอคมองดูภาพนี้และพูดขึ้น “…บางทีมันอาจจะเป็นปาฏิหาริย์ครั้งสุดท้าย”

ปาฏิหาริย์? นั่นเป็นคำที่ไม่เหมาะกับเขาเอาซะเลย เพราะว่านั่นเป็นคำที่เขาเชื่อน้อยที่สุด ถึงกระนั้น คำพูดของเขาก็ทำให้เหล่าสหายดูมีสีหน้าดีขึ้น

“ถ้างั้นทุกๆอย่างก็ถูกแก้ไขแล้วสินะ”

“แต่ตอนนี้พวกเราก็ต้องไปซื้อบ้านหลังใหญ่ๆมาอยู่ด้วยกันแล้ว!”

เด็กๆพูดขึ้นมา แต่ฮันซูยองก็ขัดขึ้น

“เนบิวลาของพวกเราไปไหนไม่ได้แล้ว ไอ้งั่งนี่ เขาได้ใช้เงินทั้งหมดไปกับสถานการณ์สุดท้ายแล้ว”

“พวกเราสามารถหาเงินได้อยู่แล้วใช่ไหม?! ฉันหมายถึงที่ว่าพวกเรานี่ใคร??”

ทุกคนเผยรอยยิ้มออกมาในขณะที่มองไปยังลีกิลยังที่กำลังตะโกนออกมาอย่างมีชัย แต่จากนั้นใครบางคนรีบถามออกมาอีกคำถาม

“งั้นทุกคนอยากทำอะไรกัน?”

ชินยูซองและลีกิลยังมองหน้ากันหลังจากได้ยินคำถามนั้นและตะโกนออกมา

“แม่น้ำฮัน!”

“ทะเล!”

“พิซซ่า!”

“ไก่ทอด!”

ในขณะที่เด็กสองคนเริ่มเถียงกัน ใครอีกคนก็เข้ามาแทรก

“ฉันอยากไปที่ๆฉันเคยใช้ชีวิตอยู่”

มันคือจางฮายัง

“ที่ๆเธอเคยใช้ชีวิตอยู่…”

สีหน้าของยูซานอาดูแปลกไปหลังจากได้ยินคำพูดนั้น มันไม่ใช่แค่เธอ พวกเขาทุกคนต่างก็รู้ความจริง พวกเขารู้ว่าที่ๆพวกเขาเคยใช้ชีวิตอยู่นั้นไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว บ้านที่มีเรื่องราวของพวกเขาอยู่ก่อนการมาถึงของวันสิ้นโลกได้หายไปหมดแล้ว

แต่นี่มันเป็นเวทมนตร์หรือยังไง? ทันใดนั้นเอง ภาพด้านนอกของหน้าต่างก็เปลี่ยนไป ทิวทัศน์ของอวกาศดูจะกระจัดกระจายออกไป และสิ่งที่มาแทนที่มันก็คือ…

“หรือว่ามันจะเป็นปาฏิหาริย์จริงๆ…”

…ภาพของกรุงโซลที่พวกเขาคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

และบนแผนที่รถไฟใต้ดินที่ทุกๆชื่อถูกลบออกไป ชื่อต่างๆก็เริ่มปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง

[สถานีต่อไป สถานี ‘ฮงแจ’]

จางฮายังก้าวเท้าของเธอออกไปยังทางออก เหนืออาคารผู้โดยสารที่พังพินาศ มันมีภาพของย่านชานเมืองเก่าๆอยู่

จางฮีวอนถามเธอ “เธอยังอยากไป แม้ว่ามันจะไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้วงั้นเหรอ?”

จางฮายังพยักหน้า จางฮีวอนทำได้เพียงแค่ตอบด้วยรอยยิ้มแห้งๆ มันก็เหมือนกันกับทุกคน มันมีสิ่งที่ต้องยืนยันแม้จะรู้ผลลัพธ์อยู่แล้วก็ตาม

“โอเค งั้นไว้เจอกันที่เขตอุตสาหกรรมละกัน”

ประตูรถไฟเปิดออก และจางฮายังก็เดินไปที่ทางออก เธอมองไปรอบๆด้วยสีหน้าไม่เชื่อถือก่อนที่จะหันกลับมาราวกับว่าเธอมีบางสิ่งที่อยากจะพูด

“คิมทก-”

อย่างไรก็ตาม รถไฟก็แล่นออกไปก่อนที่เธอจะทันได้พูดจบ

คนต่อไปที่พูดขึ้นมาก็คือลีจีฮเยที่จ้องมองไปยังแผนที่อย่างเงียบๆจนเมื่อครู่ “มันมีที่ที่ฉันก็อยากจะไปอยู่เหมือนกัน”

จางฮีวอนถามเธอด้วยน้ำเสียงที่ราวกับว่าเธอรู้อยู่แล้วว่าสาวน้อยอยากจะไปที่ไหน “เธออยากให้ฉันไปด้วยไหม?”

“อ๊ะ ไม่เป็น นี่เป็นที่ๆฉันอยากไป”

รอยยิ้มของลีจีฮเยดูนุ่มนวล มือของจางฮีวอนที่ยกขึ้นมือถูกชักกลับไป

“งั้นไว้เจอกันนะ”

ลีจีฮเยจากไป โรงเรียนที่เธอเคยเรียนสามารถมองเห็นได้จากระยะไกล

ประตูรถไฟใต้ดินปิดลงอีกครั้ง จางฮีวอนถามขึ้นมา “มีใครอยากจะไปไหนอีกมั้ย?”

ไม่มีใครตอบกลับมา สหายส่วนใหญ่ไม่มีที่ที่พวกเขาอยากจะกลับไป อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่มีที่ให้กลับไป

ยูซานอาถามทุกคน “พวกเราจะลงที่เดียวกันใช่ไหม?”

“ไว้พวกเราค่อยเปลี่ยนรถไฟกันก็ได้หนิ?”

ฮันซูยองบ่นและมองไปยังแผนที่

ปลายทางของพวกเราคือควังฮวา ที่ตั้งของเขตอุตสาหกรรม

“พวกเราคงต้องมรคิดกันว่าจะบอกคนอื่นยังไง มันคงจะบอกทุกเรื่องไม่ได้หรอก จริงมั้ย?”

[สถานีต่อไป สถานี ‘ถนนจงโร’]

ทุกๆสิ่งถูกคลี่คลายแล้ว แต่ในความเป็นจริง มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะพวกเขาต้องเผชิญกับความจริงที่ว่าชีวิตประจำวันในแบบเดิมๆได้กลับมาแล้ว

⸢ประตูรถไฟเปิดออก⸥

ยูซานอาจับมือของเด็กๆไว้เบาๆและกระโดดไปยังชานชะลา เธอมองกลับไปหาลีฮุนซึงและจางฮีวอนที่กระโดดตามมาด้วย

“พวกนายล่ะ ไม่ไปเหรอ?”

มันยังเหลืออีกสามคน

“คิมทกจา”

ไม่รู้ว่าใครในหมู่ฮันซูยองและยูจงฮยอคที่เรียกชื่อนั้นออกมา ฝ่ายหลังถามคำถามออกมาด้วยดวงตาคู่หนึ่ง

“พวกเราจะไปด้วยกันใช่ไหม?”

[ใครบางคนเปิดใช้งาน ‘จับเท็จ Lv…’]

นั่นทำให้คิมทกจายิ้มออกมาเบาๆ

“แน่นอนอยู่แล้ว”

[‘จับเท็จ’ ยืนยันว่าคำพูดของ ‘คิมทกจา’ เป็นความจริง]

“ไปกันเถอะ”

คิมทกจาก้าวออกไปข้างหน้าและจบหลังของอีกสองคนเบาๆ นั่นทำให้ทั้งสองเซไปข้างหน้าเหมือนกัน ฮันซูยองพึมพำบางสิ่งไปทางคิมทกจา ในขณะที่ยูจงฮยอคคว้าด้ามดาบของเขาเอาไว้ ดวงตาของเขาทอประกายไม่หยุด

คิมทกจาพูดกับอีกฝ่าย “…นายก็รู้ว่าสถานการณ์จบลงแล้วหนิ? จากนี้ไปการถือดาบไปทั่วจะเป็นอาชญากรก็ได้…”

“ช่างเป็นคำพูดที่โง่เง่าจริงๆ มันยังไม่จบ คิมทกจา”

“เขาพูดถูก พวกเรายังไม่รู้เลยว่า tls123 คือใคร นอกจากนี้…”

ประตูรถไฟปิดลงอย่างช้าๆ เรื่องราวของโลกใบใหม่กำลังไหลเวียนอยู่ภายในเสียงโวยวายของพวกเขา คิมทกจาหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข และเด็กๆก็ยังคงทะเลาะกัน

เรื่องราวของโลกใบใหม่ใบนี้ยังคงดำเนินต่อไป

แต่จากนั้นในขณะที่ประตูรถไฟกำลังปิดลง ฮันซูยองก็มองไปข้างหลังเธอด้วยสายตาไม่มั่นใจเล็กน้อย ใบหน้าของใครบางคนที่อยากจะอ่านได้ทิ้งบางสิ่งไว้ข้างหลัง

กระทั่งยูจงฮยอคก็มองย้อนกลับไปด้วย

คนเดียวที่ไม่หันไปก็คือคิมทกจา

ฮันซูยองและยูจงฮยอคมองตากัน และพวกเขาก็เริ่มโวยวายออกมาในเวลาเดียวกัน

“เธอมองอะไรฮะ?!”

“ฉันควรถามนายมากกว่านะ ไอ้บ้า…”

และจากนั้นประตูก็ปิดลง รถไฟเริ่มขยับออกไปอีกครั้ง มันกำลังทิ้งสถานีที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวใหม่และเดินทางไปยังรางรถไฟที่ทอดยาวออกไปไม่สิ้นสุด ชื่อบนแผนที่รถไฟเริ่มหายไปทีละอัน

ภาพของยูจงฮยอคและฮันซูยองที่กำลังทะเลาะกันสามารถมองเห็นได้จากระยะไกล จากนั้นก็เป็นภาพของเด็กๆที่กำลังจับมือกับคิมทกจาและยิ้มอย่างสดใส รวทั้งยูซานอาที่กำลังเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าในขณะที่เอามือบังสายตาของเธอเอาไว้

⸢และผมก็กำลังเฝ้ามองฉากนั้นอย่างเงียบๆ⸥

นั่นทำให้กำแพงที่สี่ถามถาม

⸢นี่ จะ โอเค จริง จริง เหรอ?⸥

ทันใดนั้นเอง ร่างโปร่งแสงของผมก็โผล่ออกมนจากมิติที่ว่างเปล่า ร่างของผมปรากฏตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์พร้อมกับอาการเวียนหัวเล็กน้อย จากนั้นก็เผยให้เห็นตัวเองอยู่เหนือรถไฟใต้ดิน

[เปอร์เซ็นต์ของความทรงจำที่คุณเก็บไว้ในปัจจุบันคือ ‘51% ‘]

ผมยิ้มแห้งๆ “นี่เป็นวิธีเดียวเท่านั้น”

ผมเงยหน้าขึ้น และข้อความที่ค้างอยู่ในบันทึกข้อความทั้งหมดก็โผล่ขึ้นมา

[คุณเคลียร์ ‘สถานการณ์สุดท้าย’]

[คุณคือคนเดียวที่รู้ความลับของโลกนี้]

[ปัจจุบัน ‘ความฝันที่เก่าแก่ที่สุด’ ได้หายไป]

[เวลาของโลกจะไม่ไหลเวียนถ้าความฝันไม่ดำเนินต่อไป]

ข้อความเหล่านี้มีแค่ผมเท่านั้นที่มองเห็น

[คุณได้รับคุณสมบัติที่จะครอบครองตำแหน่ง ‘ความฝันที่เก่าแก่ที่สุด’]

[คุณจะดำเนินความฝันต่อหรือไม่?]

ถ้าความฝันนี้ถูกหยุดไว้ โลกก็จะถูกแช่แข็งไปตลอดกาล

⸢มันคือความจริงที่โหดร้าย โลกที่มีโอกาสได้พบกับความสุขจะถูกหยุดไปตลอดกาล⸥

แม้ว่ามันจะเริ่มต้นจากโศกนาฏกรรม แต่จักรวาลนี้ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว แม้ว่าจะเป็นเช่นนั้น แต่มันก็ยังมีบางคนที่ค้นหาความสุขในจักรวาลนี้อยู่ และในที่สุด พวกเขาก็มาถึงปลายทางที่พวกเขาอยากจะไปมาตลอด

⸢ยู ซอง และ กิล ยัง จะ เสีย ใจ เอา นะ⸥

“ฉันรู้”

⸢นาย กำ ลัง หลอก พวก เขา⸥

“…อย่างน้อยฉันก็ไม่ได้โกหกพวกเขา” ผมเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าและพูดต่อ “ส่วนหนึ่งของฉันก็ออกจากรถไฟไปกับพวกเขาแล้วหนิ”

มันมีสกิลหนึ่งที่ผมได้มาจากนักเขียนลับในขณะที่กลับมาจากรอบที่ 1863

⸢[[เจ้าจะทำอะไรกับสกิลนั้น? ข้าแน่ใจว่าเจ้าไม่ได้รับสกิลอะไรมาใหม่เมื่อตอนนั้นนะ]]⸥

⸢“ก็จริง ฉันไม่ได้สกิลอะไรมา แต่… มันก็เป็นไปได้ที่จะรับของประเภทนี้เป็นรางวัลนะ?”⸥

⸢[[มันก็เป็นไปได้]]⸥

สิ่งที่ผมได้รับมาเมื่อตอนนั้นไม่ใช่สกิลซะทีเดียว

[สกิล ‘บุ๊คมาร์ค’ ถูกเปิดใช้งาน]

[เนื่องจากพลังแห่งความฝันที่เก่าแก่ที่สุด เวลาการเปิดใช้งานของสกิลที่เกี่ยวข้องจะถูกเปลี่ยนเป็นอนันต์]

[ปัจจุบัน บุ๊คมาร์คที่หกที่เปิดใช้งาน]

[ตัวละครที่ถูกลงทะเบียนในบุ๊คมาร์คที่หกคือ ‘ผู้กำกับแห่งจุดจบจอมปลอม’]

ผู้กำกับแห่งจุดจบจอมปลอม ฮันซูยองแห่งรอบที่ 1863

[ระดับความเข้าใจของคุณต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องสูงมาก!]

[สกิลเฉพาะตัว ‘อวตาร LV.???’ ถูกเปิดใช้งาน!]

[คุณใช้ความทรงจำ 49.00% ของคุณเพื่อสร้างอวตาร]

[เนื่องจากอิทธิพลของเส้นโลก การเชื่อมต่อกับอวตารของคุณถูกตัด]

[อวตารดังกล่าวจะครอบครองเจตจำนงที่เป็นอิสระของตัวเอง]

“…นี่คือทางที่ถูก”

ผมที่รู้สึกได้ว่าสูญเสียความทรงจำส่วนหนึ่งไปกำลังจะเป็นลมและโซเซไม่มั่นคง

ตัวผมอีกคนจะยังคงมีชีวิตอยู่และลืมไปว่าเขาคืออวตาร เขาจะได้ใช้ชีวิตในบ้านหลังใหญ่กับสหายคนอื่นๆ

เขาจะไปได้ทะเลกับกิลยัง และได้กินพิซซ่ากับยูซอง เขาจะได้เห็นลีจีฮเยเข้าเรียนมหาวิทยาลัย และจากนั้นเขาจะได้มอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีให้กับลีฮุนซึงและจางฮีวอน

เขาได้ไปเที่ยวกับยูซานอา และไปค้นหา tls123 กับยูจงฮยอค

และจากนั้นเขาก็ได้อ่านนิยายที่ฮันซูยองเขียน

นั่นคงจะเป็นนิพพานของผม

จากต้นจนจบ ผมเป็นคนเดียวที่ถูกช่วยไว้เสมอ

ดังนั้นนี่จึงเป็นการชดเชยเล็กๆน้อยๆสำหรับพวกเขา

⸢นาย จะ เสีย ใจ ที่ ไม่ ได้ พบกับ พวก เขา อีก⸥

ผมยิ้มโดยไม่พูดอะไร

“แต่ฉันก็ยังเฝ้ามองพวกเขาได้จริงไหม?”

เช่นเดียวที่มันเคยเป็นมาเมื่อนานมาแล้ว

ดังนั้นเรื่องราวนี้จึงจะดำเนินต่อไปในลักษณะนี้

“…นั่นก็เพียงพอสำหรับฉันแล้ว”

ผมมองตามรถไฟที่กำลังหายไปในความมืด ในตอนนี้ร่างของเหล่าสหายไม่อาจมองเห็นได้อีกต่อไปแล้ว

⸢และทุกๆคนก็ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขหลังจากนั้น⸥

ผมเกลียดประโยคนี้มาตลอด

อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ผมก็ปรารถนาให้ประโยคนั้นเป็นความจริง

[กลุ่มดาว ‘ราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้น’ มาถึง ■■ ของเขา]

[คุณได้กลายเป็น ‘ความฝันที่เก่าแก่ที่สุด’]

แสงสว่างที่กำลังหายไปจากระยะไกลคล้ายกับกลุ่มดาวที่ผมยังจำได้

และด้วยเหตุนั้น การเดินทางอันไร้ที่สิ้นสุดของผมก็ได้ดำเนินต่อไป

อ่านนิยายจีนแปลไทยทุกตอน