Omniscient Reader’s Viewpoint 512

ตอนที่ 512 – ความฝันที่เก่าแก่ที่สุด (2)

 

รถไฟใต้ดินชะลอตัวลงก่อนที่จะหยุดลงตรงหน้าของพวกเรา และจากนั้น ประตูของมันก็เปิดออก

มันไม่มีการเข้าใจอะไรผิดอีก นี่คือรถไฟใต้ดินที่พวกเราทุกคนจำได้ดี

ริมฝีปากของจางฮีวอนขยับขึ้นและลง ก่อนที่ในที่สุดเธอจะทำลายความเงียบขึ้นมา “ทำไมรถไฟใต้ดินถึงมาโผล่ที่นี่…?”

แน่นอน ไม่มีใครสามารถตอบคำถามนั้นได้

คนแรกที่เคลื่อนไหวคือลีกิลยัง ยูซานอาตะโกนออกมา “กิลยัง! ห้ามเข้าไปนะ…!”

เด็กหนุ่มก้าวออกไปอย่างไร้ความหวาดกลัวและปีนขึ้นไปบนรถไฟ และหันมามองพวกเรา ราวกับจะบอกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น จากนั้นเขาก็ยักไหล่

ลีจีฮเยมองดูภาพตรงหน้า จากนั้นก็คว้ามือของชินยูซองและก้าวออกไปด้วย “ฉันยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย งั้นก็เข้าไปดูกันก่อนเถอะ!”

นั่นเป็นจุดเริ่มต้น สหายคนอื่นๆพากันเข้าไปยังรถไฟใต้ดินด้วยความลังเลทีละคน ผมเองก็ตามพวกเขาเข้าไปเช่นกัน

ในช่วงเวลาที่ผมก้าวเท้าขึ้นไปบนรถไฟใต้ดินที่สั่นเล็กน้อย ผมก็เต็มไปด้วยความรู้สึกเดจาวู

⸢เมื่อครั้งหนึ่ง นี่คือโลกทั้งใบของคิมทกจา⸥

ไม่ นั่นผิด นี่ไม่ใช่โลกของผม

⸢นี่คือโลกของทุกๆคน ⸥

สำหรับยูซานอา จางฮีวอน ลีฮุนซึง และลีจีฮเยก็ด้วย… ทุกๆคนต่างก็มีสีหน้าแตกต่างกัน เฉกเช่นที่ผมขึ้นรถไฟใต้ดินคันนี้และใช้ชีวิตประจำวัน มันก็น่าจะเป็นเหมือนกันกับพวกเขาด้วย

บางคนก็เคยเป็นพนักงานบริษัท บางคนก็เคยเป็นนักเรียน และบางคนก็เคยเป็นทหาร แต่ถึงกระนั้น…

“รถไฟใต้ดิน… ในตอนนั้น ฉันเบื่อมันจริงๆ แต่มาตอนนี้ ฉันดีใจจริงๆที่ได้เห็นมัน”

คำพูดของจางฮีวอนทำให้พวกเรามองไปรอบๆรถไฟใต้ดินอย่างระมัดระวัง

ที่นั่งทั้งหมดต่างเป็นของใหม่ ในขณะที่แถบนิรภัยก็ถูกเช็ดจนสะอาด มันไม่มีแม้กระทั่งรอยดำบนพื้น

แน่นอน สิ่งที่ทำให้น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้น…

“…ยังไงก็เถอะ ทำไมไม่มีคนอื่นอยู่เลย?”

ไม่มีคนสักคนอยู่ในรถไฟใต้ดินคันนี้ นี่คือพื้นที่ที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากพวกเรา นี่คือยานพาหนะที่ผิดปกติเป็นอย่างยิ่ง

ผมมองไปยังเหล่าบรรณารักษ์ที่อยู่นอกรถไฟใต้ดินและถามพวกเขา

“พวกนายไม่เข้ามากับพวกเราเหรอ? พวกนายไม่อยากเห็นตอนจบของโลกด้วยงั้นเหรอ?”

⸢(พวกเราไปกับเจ้าไม่ได้)⸥

“ทำไม?”

เนอร์วาน่าและบรรณารักษ์คนอื่นไม่ตอบ พวกเขาแลกเปลี่ยนสายตาเศร้าๆกัน ก่อนที่ในที่สุดจะตอบ

⸢(การที่เจ้าได้เห็นตอนจบก็เพียงพอแล้วสำหรับ…)⸥

[ประตูกำลังปิด]

ผมไม่อาจได้ยินคำพูดที่เหลือของพวกเขา ประตูได้ปิดลงก่อน และตามด้วยเสียงล้อรถไฟเคลื่อนออกไป รถไฟเริ่มพุ่งออกไปข้างหน้า ความเร็วของมันไม่ช้าไม่เร็ว และข้างนอกหน้าต่าง พวกเราก็เห็นวิวสีดำเคลื่อนผ่านพวกเราไปอย่างเฉื่อยชา

ผมมองไปยังความมืดนั่นอยู่นาน รถไฟกำลังพาพวกเราไปที่ไหนกัน?

มันคือสายสาม”

ฮันซูยองพึมพำออกมา ผมจึงเงยหน้าขึ้นมองตารางรถไฟใต้ดินด้วย

มันคือรถไฟสายสาม มันเป็นสายที่ผมขึ้นอยู่ทุกๆวัน น่าแปลก ปลายทางของแผนที่ได้ถูกลบออกไป แม้กระทั่งชื่อของสถานีก็ด้วย

….

ในขณะที่รถไฟใต้ดินยังคงแล่นต่อไป เวลาก็ผ่านไปหลายนาที ซึ่งมันก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงเลย มันดูเหมือนว่ารถไฟใต้ดินคันนี้คิดท่าจะวิ่งตรงไปยังจุดหมายของมันโดยไม่หยุดพักเลย

พร้อมกับเสียง ‘พรึ่บ’ ฮันซูยองได้นั่งลงตรงที่นั่งข้างๆผม เธอเหลือบมองไปยังแผนที่ ขนตายาวของเธอกะพริบตลอดเวลา

ผมถามเธอ “ทำหน้าแบบนั้นทำไมเนี้ย?”

“ฉันไม่ชอบขึ้นรถไฟ”

“ทำไมล่ะ?”

แทบจะในทันที ผมก็ตระหนักได้ว่ามันเป็นคำถามที่งี่เง่าแค่ไหน แน่นอนว่าคนอย่างเธอคงไม่จำเป็นต้องขึ้นรถไฟ แต่สิ่งที่เธอกล่าวต่อมาได้เปลี่ยนแปลงความคาดคิดของผมไปอย่างสิ้นเชิง

“ฉันไม่ชอบที่มันไม่มีอะไรให้ดูเลย ทั้งข้างในและข้างนอก”

พวกเราต่างก็มองไปยังแผนที่รถไฟใต้ดิน มันคือรถไฟใต้ดินสายเดียวกันกับที่ผมใช้เดินทางทุกวันอย่างไม่ต้องสงสัย มันคงจะหยุดตามเวลาที่กำหนดไว้ สิ่งที่คล้ายกันจะยังคงเกิดขึ้นภายในสถานการณ์ที่ไม่เปลี่ยนแปลงเหล่านี้เช่นทุกวัน

ผมเองก็เกลียดรถไฟ ผมเองก็มักจะจ้องจอโทรศัพท์ในระหว่างเดินทางด้วยเหตุผลที่คล้ายกันกับเธอ

“อย่างไรก็ตาม รถไฟใต้ดินก็ไม่ใช่ความบันเทิงสำหรับพวกเรา”

“…โอ้? นั่นไม่ใช่สิ่งที่กลุ่มดาว ‘ราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้น’ จะพูดในตอนนี้นะ”

ผมยิ้มอย่างขมขื่น

พวกเรามองไปยังทิศทางเดียวกัน – มองไปยังสหายของพวกเรา มองไปยังคนที่อดทนกับวันสิ้นโลกมากับผม และเคลียร์สถานการณ์ทั้ง 99 สถานการณ์มาด้วยกัน และมาถึงยังจุดๆนี้

“…อืม จู่ๆพวกเราคงไม่ย้อนกลับไปยังสถานการณ์แรกหรืออะไรทำนองนั้นหรอกใช่ไหม?”

“ไม่ ไม่ใช่แน่ๆ!”

“ฉันควรเตรียมตั๊กแตนไว้เผื่อมั้ย?”

เหล่าสหายเห็นลีกิลยังกำกำปั้นของเขาไว้ด้วยสีหน้าเด็ดเดี่ยว และฉีกยิ้มออกมา

หาอารมณ์ขันจากความทรงจำที่น่าหวาดกลัวที่สุดงั้นเหรอ? พวกเราคิดอะไรอยู่ถึงยิ้มให้กับเรื่องแบบนี้?

ผมพูดกับฮันซูยอง “พวกเขาต้องกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม”

“นายคิดว่าพวกเขาจะมีความสุขกับอะไรแบบนั้นเหรอ?”

“ทุกเรื่องราวต่างก็ควรจบลงแบบนั้น”

“นายเริ่มสนุกกับพัฒนาการแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?” ฮันซูยองยิงคำถามต่อ “เฮ้ เฮ้ นายคงไม่ได้กำลังคิดอะไรแปลกๆอีกใช่ไหม? นายปิดบังอะไรฉันอีก?”

“ฉันชอบอะไรแบบนั้น แต่ก็ไม่มีอะไรปิดบังเธอหรอกนะ”

ผมพูดจริงๆ แม้แต่นิยายต้นฉบับก็ไม่เคยมาถึงจุดนี้ รวมกระทั่งนักเขียนลับและคนอื่นๆจากรอบที่ 999 ด้วย พวกเราเป็นคนแรกที่ได้นั่งรถไฟแบบนี้

ผมพูดขึ้นในขณะที่มองไปยังจุดสิ้นสุดของแผนที่ที่ถูกลบออก

“ฮันซูยอง ฉันคิดว่า…”

“หรือว่ามันจะเป็นบอสตัวสุดท้ายที่รอพวกเราอยู่? ไม่ใช่ว่าปกติจะเป็นแบบนั้นเหรอ?”

จางฮีวอนพูดขึ้นมา เธอไม่ได้กำลังพูดกับผม อย่างไรก็ตาม มันก็ดูเหมือนว่าเหล่าสหายจะกำลังวุ่นอยู่กับการหารืออะไรบางอย่างอยู่ทางนั้น ชินยูซองเองก็เสริมความเห็นของเธอ

“บางทีมันอาจจะมีมังกรตัวใหญ่มากอยู่”

“แต่ฉันไม่คิดว่าชื่ออย่าง ‘ความฝันที่เก่าแก่ที่สุด’ จะหมายถึงมังกรหรอกนะ ถ้าเป็นชื่อแบบนั้น มันก็ต้อง…”

“หรือว่าจะเป็นคนเขียน?”

“คนเขียน?”

“เธอก็รู้ ว่า…”

เมื่อลีกิลยังพูดแบบนั้นและส่งสายตามาทางผม สหายคนอื่นๆก็ดูเหมือนว่าจะนึกถึงมันได้เหมือนกัน และทุกคนต่างก็หันหน้ามาทางผมโดยพร้อมเพรียงกัน

⸢⸢สามวิธีเอาชีวิตรอดในโลกที่ถูกทำลาย⸥⸥

พวกเขาต่างก็รู้จักนิยายเรื่องนั้นดี พวกเขารู้ว่านิยายนั้นได้เขียนอธิบายเรื่องราวในโลกนี้เอาไว้ และผมก็เป็นเพียงคนเดียวที่ได้อ่านมันไปจนถึงบทสรุป

“…นายกำลังคิดอะไรอยู่งั้นเหรอ ทกจา?”

นิยายทุกๆเรื่องต่างก็ไม่สามารถกลายเป็นเรื่องราวได้เว้นเสียแต่ว่าผู้เขียนจะเขียนมันซะก่อน ความสงสัยของเหล่าสหายต่างก็มีน้ำหนักถ้าโลกนี้มีพื้นฐานมาจากหนทางเอาชีวิตรอด

แน่นอน มันมีโอกาสสูงที่ความฝันที่เก่าแก่ที่สุดจะเป็นนักเขียน ผมเองก็คิดแบบนั้นอยู่เหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม ทำไมผม…

“…ฉันไม่คิดว่าความฝันที่เก่าแก่ที่สุดจะเป็นนักเขียนเรื่องหนทางเอาชีวิตรอดหรอกนะ”

“ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ?”

“ฉันก็ไม่แน่ใจ แต่ฉันมีลางสังหรณ์”

สำหรับผม สิ่งที่เป็นปลายทางของเส้นทางนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่ ‘tls123’ ผมนึกถึงสิ่งที่ราชาโดเกบิเคยพูดเมื่อก่อนหน้านี้

⸢[แทนที่จะเป็นผู้เขียน เจ้าสามารถกล่าวได้ว่าความฝันที่เก่าแก่ที่สุดใกล้เคียงกับการเป็นผู้อ่านมากกว่า มันไม่ใช่ตัวตนที่เขียนเรื่องราวให้คนอื่น มันขี้เกียจและโลภมาก]⸥

ผมกระทั่งเริ่มตั้งคำถามว่า ‘ผู้เขียน’ จำเป็นหรือไม่สำหรับสมมติฐานในปัจจุบันของพวกเรา

บางที tls123 อาจจะเป็นแค่คนแจ้งเตือนให้ผมรับรู้ถึงโลกที่มีอยู่แล้วก็ได้?

เหมือนกับนักเขียนลับหรือคนอื่นๆจากรอบที่ 999 ที่มีตัวตนอยู่แล้วแม้ว่าจะไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในหน้ากระดาษ…

“เมื่อมาคิดดูแล้ว ฉันก็เริ่มสงสัยขึ้นมา ทกจา นายสะดุดตากับเรื่องนี้ได้ไงในตอนแรก”

“อ่า ฉันเองก็สงสัยเหมือนกัน”

ยูจงฮยอคที่กำลังขัดดาบปีศาจทมิฬอย่างไม่แยแสอยู่เบนสายตามาหาผมเมื่อหัวข้อนี้ถูกหยิบยกขึ้นมา จางฮายังถามในขณะที่ดวงตาของเธอเป็นประกาย

“มันเป็นเหมือนแรงดึงดูดอะไรบางอย่างรึเปล่า?”

“ฉันเองก็รู้สึกทำนองเหมือนกัน! ในครั้งแรกที่ฉันได้ถือระเบิดมือตอนอยู่กองทัพ ฉัน…!”

“อยู่ๆฉันก็เจอมันตอนกำลังเล่นเน็ต”

เหล่าสหายดูจะผิดหวังกับคำตอบของผม แต่มันก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะมันเป็นความเป็นจริง จากนั้นฮันซูยองก็ตอบกลับ

“นายกำลังเสิร์ชอะไรอยู่ เสิร์ชหานิยายขยะเหรอ?”

“นั่น…”

ผมก็จำไม่ค่อยได้เหมือนกัน

ลีจีฮเยยักไหล่ “โอ้ มันก็ไม่ได้สำคัญหนิ? เรื่องเดียวในตอนนี้ก็คือลุงได้อ่านนิยายเรื่องนั้นแล้ว”

“ใช่แล้ว อะไรจะเกิดขึ้นกันนะถ้าทกจาไม่ได้อ่านนิยายเรื่องนั้น?”

ผมมองไปยังยูซานอาที่กำลังยิ้มแฉ่งและปิดปากลง

ผมไม่ควรที่จะได้ยินคำพูดพวกนี้เลย

⸢ในท้ายที่สุด ดวงดาวก็โปรยปรายลงมาและโลกก็หยุดลง⸥

พวกเรากำลังเดินหน้าไปหาบทสรุปที่ไม่มีใครในหนทางเอาชีวิตรอดเคยไปถึง แต่มันก็ไม่มีอะไรมารับประกันว่าสิ่งที่ผมต้องการกำลังรออยู่ที่ปลายทาง

ผมเองก็ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้

⸢จะเป็นยังไงถ้าคนอื่นได้อ่านนิยายเรื่องนี้จนจบ?⸥

มันมีคนที่เหมาะสมกว่าผมอยู่ จางฮีวอนผู้เที่ยงธรรม ลีฮุนซึงผู้น่าไว้ใจ ยูซานอาผู้ตรงไปตรงมา พวกเขาน่าจะเป็นคนที่ได้อ่านนิยายเรื่องนี้ ถ้ามันเป็นแบบนั้น บางทีโลกอาจจะลงเอยได้ดีกว่านี้มาก

“ขอบคุณนะคุณลุงที่อ่านนิยายเรื่องนั้น”

ชินยูซองสบตากับผมและยิ้มออกมา

“ใช่แล้ว ฉันได้ยินมาว่านิยายมันน่าเบื่อมากๆ ถ้ามันไม่ใช่ทกจาแล้วล่ะก็…”

“ถ้าเป็นฉัน ฉันจะอ่านจบบทแรกได้ไหมนะ ฉันล่ะเกลียดหนังสือจริงๆ นายก็รู้?”

“ฉันพยายามจะอ่านหนังสือตอนอยู่ในห้องสมุดกองทัพที่ออซแล้ว แต่… ก็ตามคาด ฉันและการอ่านไม่ใช่ของคู๋กันจริงๆ…”

ในขณะที่ผมมองไปยังลีฮุนซึงที่กำลังเกาหัวอยู่ ผมก็พยายามบังคับปากให้ปิดลง

เพราะหนทางเอาชีวิตรอดมีตัวตนอยู่ ผู้คนตรงหน้าของผมจึงมีตัวตนอยู่ด้วย และเพราะผมได้อ่านนิยายเรื่องนั้น ผมจึงสามารถช่วยพวกเขาจากอันตรายได้

“ฉัน…”

“เพราะเรื่องราวที่พี่สอนผม ผมถึงมาไกลได้ขนาดนี้นะพี่”

มือเล็กๆของเด็กๆกุมผมไว้แน่น

ผมค่อยๆเงยหน้าขึ้นและเห็นความมืดของรถไฟใต้ดินทอดผ่าน และเรื่องราวที่ผมได้ใช้ชีวิตผ่านมาก็ทอดผ่านไปกับความมืดนั้นด้วย

พวกเราเฝ้ามองเรื่องราวเหล่านั้นอย่างเงียบๆ พวกมันช่างงดงามดุจทางช้างเผือกในยามรัตติกาลของฤดูหนาว แต่มันก็เปล่าประโยชน์ดุจดอกไม้ไฟที่กำลังจะดับ เรื่องราวที่คงไม่มีพวกเราคนไหนจะลืมได้ แต่สุดท้ายมันก็คงจะถูกลืมไปในที่สุด จางฮีวอนพูดขึ้น

“…ทกจา ฉันคิดว่ามันคงจะไม่เป็นไรแล้วที่จะถามตอนนี้…”

ผมรู้อยู่แล้วว่าเธออยากจะถามอะไรผม

“บทสรุปที่นายอยากจะเห็นจริงๆคืออะไรกันแน่ ทกจา?”

ไม่มีกลุ่มดาวไหนกำลังมองพวกเราอยู่แล้ว แม้แต่การถ่ายทอดสดดวงดาวที่กำหนดกฏของโลกก็ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว ดังนั้นมันจึงไม่มีเหตุผลที่จะ… ไม่บอกพวกเขา

“ฉันได้เห็นแล้ว… หนึ่งในนั้น”

ผมมองไปที่สหายแต่ละคน ไม่มีประโยคไหนลอยขึ้นมาจากใบหน้าของพวกเขา ถึงกระนั้นผมก็สามารถบอกได้ถึงบทสรุปที่ผมต้องการเมื่อมองไปยังใบหน้าของพวกเขา

“และอีกอันคือเพื่อชดใช้ความผิดของฉัน”

“ความผิดของนาย?”

ผมหันไปยังยูจงฮยอคที่กำลังมองมาที่ผม

ครืน…

เสียงสั่นสะเทือนเบาๆดังขึ้น และความเร็วของรถไฟก็ลดลงทีละนิด

พวกเราลุกจากที่นั่งของพวกเราอย่างช้าๆ เหล่าสหายเริ่มเงียบกัน ความกระวนกระวายเติมเต็มสีหน้าของพวกเขา

I slowly approached the exit. Jeong Hui-Won stood to my left, while Yu Jung-Hyeok was on my right.

ผมเดินไปยังทางออกช้าๆ จางฮีวอนยืนอยู่ทางซ้ายมือของผม ในขณะที่ยูจงฮยอคยืนอยู่ทางขวามือ

เรื่องราวที่ไหลผ่านความมืดได้ช้าลงด้วย

มันไม่ใช่แค่เรื่องราวของพวกเราเท่านั้นที่คงอยู่ที่นี่

⸢มันยังมีรอบที่ 0 และรอบที่ 1⸥

และยังมีรอบที่ 2 และรอบที่ 3 ด้วย

⸢และวัฏจักรการเสื่อมถอยทั้ง 1864 รอบก็ได้มารวมกันอยู่ที่นี่ เพื่อเปิดโลกใบนี้⸥

ยูจงฮยอคจำนวนนับไม่ถ้วนที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในรอบเหล่านี้ แม้ว่าจะไม่มีใครได้ใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง แต่มันก็ไม่มีผิดเช่นกัน

โลกนี้โหดร้ายเกินกว่าที่จะถกเถียงเรื่องจริยธรรมของชีวิตและความสิ้นหวังก็มากเกินกว่าจะบอกเล่าเรื่องราวแห่งความหวังได้ อย่างไรก็ตาม ยูจงอยอคก็ยังแน่วแน่เพราะเขาไม่ได้พยายามจะแสดงความบริสุทธิ์ของตัวเอง

⸢ความปรารถนาเดียวของเขาคือการได้เห็นตอนจบของโลกใบนี้⸥

ผมเองก็แบกความปรารถนาเช่นเดียวกันไว้

นั่นคือความฝันของยูจงฮยอคทั้ง 1865 คนที่มีตัวตนอยู่จากรอบที่ 0 มาจากถึงรอบที่ 1864 และตอนจบของโลกที่ผมต้องการเช่นกัน

“…มันนานจริงๆนะ?”

ยูจงฮยอคตอบกลับราวกับจะตั้งคำถามว่าผมมาพูดอะไรแบบนี้ “มันแค่สี่ปีเอง คิมทกจา เมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่ฉันมีมา มัน…”

“ใช่”

สี่ปี นั่นคือช่วงเวลาที่พวกเราได้ต่อสู้ร่วมกันมา

“สี่ปีที่รู้สึกเหมือนชีวิตทั้งชีวิต”

เมื่อผมพูดเช่นนั้นออกมา จางฮีวอนที่อยู่ข้างซ้ายมือของผมก็กระแทกผมด้วยด้ามดาบของเธอ

“ต่อจากนี้พวกเราก็จะอยู่ด้วยกัน ทำไมนายถึงดูเครียดจัง? ไม่ต้องห่วง ไม่ว่าสัตว์ประหลาดแบบไหนจะรอพวกเราอยู่ ฉันก็จะจัดการมันเอง”

ผมยิ้มอย่างอ่อนโยน ในขณะเดียวกัน รถไฟใต้ดินก็ชะลอความเร็วของมันลงไปอีก

เงาสะท้อนของผมสามารถมองเห็นได้จากกระจกตรงประตูทางออก มันมีหยดเลือดกระเซ็นอยู่บนแก้มของผมที่สะท้อนผ่านกระจก ผมเช็ดมันออกจากใบหน้า และจากนั้น อารมณ์ของผมก็เย็นลง

⸢เลือดติดอยู่บนแก้มของฉันจริงๆ ไม่ใช่บนกระจก⸥

“ประตูกำลังเปิด!”

พร้อมกับเสียงตะโกนของลีฮุนซึง ทุกๆคนก็เตรียมพร้อมต่อสู้

“…เอ๋?”

อย่างไรก็ตาม ตรงกันข้ามกับความกระวนกระวายของแต่ละคน สิ่งที่คอยพวกเราอยู่คือชานชะลาที่ว่างเปล่า แน่นอน มันมีคนจำนวนหนึ่งเดินอยู่รอบๆ แต่ก็ไม่มีใครให้ความสนใจกับพวกเรามาก

“อะไรเนี้ย มันไม่มี…”

จางฮีวอนพึมพำออกมา และในขณะที่พวกเราก้าวเท้าไปบนชานชะลา ผมก็เต็มไปด้วยลางสังหรณ์ไม่ดี มันมีความรู้สึกที่ไม่สมจริงกำลังสัมผัสเข้ากับฝ่าเท้าของผม ประกายแสงจางๆพร้อมกับเรื่องราวทั้งหมดของผมกำลังชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง

⸢มีคนนั่งอยู่บนม้านั่งของรถไฟใต้ดิน⸥

กระเป๋านักเรียนใบหนาที่เต็มไปด้วยหนังสือเรียนราวกับว่าเจ้าของของมันเพิ่งออกจากโรงเรียนเมื่อไม่นานมานี้ เด็กร่างผอมสูงที่น่าจะเลยชั้นประถามมาแล้วกำลังนั่งอยู่บนม้านั่งตัวนั้น

ราวกับว่าเขากำลังจำศัพท์ภาษาอังกฤษ เขาวุ่นอยู่กับการขีดเขียนอะไรบางอย่างลงไปในสมุดของเขา

ในขณะที่ผมกำลังปวดหัวของรุนแรง ผมก็พยายามจะยกเท้าที่ไม่ไหวติงของผม

⸢คิมทกจาได้สัญญาไว้ เพื่อที่จะยุติวายร้ายที่สร้างโลกนี้ขึ้นมา ไม่ว่านั่นจะเป็นตัวตนแบบไหน⸥

บางทีเขาอาจจะโดนใครบางคนชกมา? มันมีรอยช้ำขนาดใหญ่อยู่บนแขนสีซีดของเด็กน้อย รอยช้ำที่ผมพอจะคาดเดาได้ว่าเขาไปได้มันมาจากไหน ด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ในร่างของผม มันทำให้ผมไม่สามารถขยับไปได้อีก

⸢เวลาไม่เคลื่อนไหว เพราะมันไม่มีการอ่านและไม่มีจินตนาการ⸥

ฉันคิดว่าทั้งหมดนี้อาจเป็นความฝัน หรือเรื่องโกหก ผมกระทั่งเชื่อว่านี่คือความฝันที่การถ่ายทอดสดดวงดาวอันชั่วร้ายสร้างขึ้น

แต่ในตอนนี้ ผมไม่สามารถปฏิเสธมันได้อีกต่อไป

ประสาทสัมผัสทั้งหมดของผมกำลังบอกผมว่านี่คือความจริง พวกมันบอกว่าเด็กน้อยคนนี้คือวายร้ายที่อยู่เบื้องหลังของสถานการณ์ทั้งหมดนี้

⸢นาย คาด การณ์ ไว้ อยู่ แล้ว หนิ คิมทก จา⸥

ความฝันที่เก่าแก่ที่สุด เทพเจ้าผู้รอบรู้ที่สุดแต่ก็ไร้พลังที่สุดในโลกนี้

⸢อิทธิพลของ ’กำแพงที่สี่’ กำลังอ่อนกำลังลง⸥

⸢คิม ทก…⸥

⸢อิทธิพลของ ’กำแพงที่สี่’ กำลังอ่อนกำลังลงสุดขีด⸥

ผมคิดว่าผมได้ยินเสียงอะไรบางอย่างตกลงพื้น และผมก็เห็นดาบของจางฮีวอนกำลังกลิ้งไปบนพื้น

“อ่า อ่า…”

เธอกำลังมองมาที่ผม เธอกำลังมองไปที่เด็กคนนั้น และแผ่นหลังของผม ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

ราวกับว่าเธอไม่เชื่อในสิ่งนี้ ราวกับว่าเธอต้องการให้เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเรื่องโกหก

[คำสัญญากับ ‘นักเขียนลับ’ ถูกเปิดใช้งาน]

ผมพยายามอ้าและหุบปากอยู่หลายครั้ง บางทีนี่อาจจะเป็นการลงทัณฑ์ของผม มันอาจจะเป็นเวลาที่ผมต้องชดใช้ให้กับความอยู่รอดที่ผมได้รับมา

[คุณสัญญาว่าจะทำลายการถ่ายทอดสดดวงดาว]

[การถ่ายทอดสดดวงดาวจะไม่ถูกทำลายเว้นเสียแต่ว่า ‘ความฝันที่เก่าแก่ที่สุด’ จะจบลง]

ผมกำลังมองไปยังเด็กคนนั้น

มองไปยังเด็กที่มีใบหน้าเหมือนกันกับผม

และเด็กคนนั้นก็ค่อยๆเงยหน้าขึ้นมามองที่ผม

อ่านนิยายจีนแปลไทยทุกตอน