Omniscient Reader’s Viewpoint 511

ตอนที่ 511 – ความฝันที่เก่าแก่ที่สุด (1)

 

ภายในแสงสว่างอันเลือนลางที่อ่อนโยนและอบอุ่นซึ่งกำลังโอบกอดทั่วทั้งร่างของเขา ราชาเวนนี่ได้นอนขดตัวเหมือนทารกที่อยู่ภายในครรภ์และฝันถึงความฝันบางอย่าง

นั่นคือความฝันอันเก่าแก่ เรื่องเล่าจากก่อนที่ ■■ จะถูกกำหนด

เขาทรุดตัวอยู่บนพื้นของป่าที่แปดเปื้อน

– เอปไซลอน! พวกเราต้องไปอีกนิดเดียวเท่านั้น ปราสาทของราชาปีศาจอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว!

ในเรื่องราวนั้น เขาคือนักรบที่ออกเดินทางมาปราบราชาปีศาจเพื่อปกป้องโลกของตน

น่าเสียดาย เขาทำตามความปรารถนาอันยาวนั้นได้ไม่สำเร็จ ก่อนที่การปราบปรามจะดำเนินต่อไป เขาก็ต้องหลับตาลง ใบหน้าของสหายเป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาได้เห็น

– …กิลเบิร์ต

ภาพฉากได้เปลี่ยนไป และตอนนี้มันก็แสดงให้เห็นถึงเขตสงคราม

เขาในตอนนี้คือชายหนุ่มจากบู๊ลิ้มที่แต่งกายด้วยชุดสีดำของหน่วยปฏิบัติการในยามราตรี

– ศิษย์พี่กว๊อก! ฐานหลักของลัทธิมารอยู่ตรงนั้นแล้ว!

เขาเห็นใบหน้าของสหายอยู่เต็มไปหมด ความปรารถนาเติมเต็มเขาอย่างรวดเร็ว เธอคือคนที่เขารักที่สุดตลอดชีวิตที่ผ่านมา

– …มันสายไปแล้วสำหรับข้า ศิษย์พี่ ไปต่อไปเถอะ

จากนั้นก็มีเสียงหวีดหวิวของลูกศรดังออกมา วิสัยทัศน์ของเขามืดดับลงไปอีกครั้ง

หัวของเขาถูกกระหน่ำในขณะที่ความทรงจำไหลเข้ามา อีโก้ของราชาเวนนี่กำลังสั่นอย่างไม่มั่นคง

ฉากเหล่านี้มาจากความทรงจำของเขาหรือเรื่องราวจากกำแพงสุดท้ายกัน?

เรื่องราวเหล่านี้เริ่มต้นขึ้นจากที่ไหน และมันจะจบลงตรงไหน?

เรื่องราวยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่ขึ้นกับเจตจำนงของเขา

เขาในตอนนี้คือไข่ที่กำลังฟักตัว

เขายังเป็นมอนสเตอร์ที่ไร้นาม

เขาคือยอดฝีมือจากบู๊ลิ้ม และยังเป็นอัศวินแห่งยุคกลาง

และทุกๆครั้งที่มันเกิดขึ้น เขาจะเป็นอวตารที่มาเคลียร์สถานการณ์

สิ่งสุดท้ายที่เขาได้ยินจากตรงหน้าของกำแพงสุดท้ายคือเสียงจากเขาที่ไร้ซึ่งนาม

– สหาย แม้ว่าจะเป็นชาติต่อไปก็ไปกับข้านะ

เขาอ้าปากหายใจเสียงดังและลืมตาขึ้น หลังจากนั้นก็ถูกต้อนรับด้วยความมืดสีดำสนิท เหงื่อเย็นไหลรดต้นคอของเขาส่งให้ความหนาวยะเยือกแผ่ไปทั่วร่าง

‘ข้าคือราชาเวนนี่’

นั่นคือชื่อของเขา เขามีชื่อจริงๆ แต่นั่นก็ถูกลืมเลือนไปนานแล้ว ไม่ เขาไม่อาจมั่นใจได้ว่านั่นคือชื่อจริงๆของเขาหรือไม่

‘…ข้าคือราชาเวนนี่จริงๆเหรอ?’

ภายในวังวนสีดำสนิท ราชาเวนนี่เข้าสู่ห้วงความคิดอันลึกซึ้ง มันเป็นห้วงความคิดที่เขาไม่เคยเข้าถึงมาก่อนเลยหลังจากเขาก้าวข้ามขีดจำกัดแห่งความตาย

‘ข้าเป็นใครกัน?’

เรื่องราวที่ทำหน้าที่เป็นรากฐานแห่งตัวตนของเขากำลังสั่นอย่างไม่มั่นคง เพื่อที่จะฟื้นคืนตัวตนของเขากลับมาให้ได้ เขาเริ่มครุ่นคิดถึงความทรงจำของตัวเอง

⸢ณ จุดเริ่มต้น มันมีเวนนี่ตนหนึ่ง⸥

⸢เขาคือผู้เล่าเรื่องคนแรก มนุษย์ที่ร้องเล่าเกี่ยวกับเรื่องราว⸥

⸢แต่ในวันหนึ่ง โดเกบิได้ปรารถตัวขึ้นในโลก และ…⸥

⸢และโดเกบิเหล่านั้นได้พรากบทเพลงแห่งเวนนี่ไป⸥

นั่นคือทั้งหมดที่เขาจำเป็นต้องจำให้ได้

จำให้ได้ว่าไอ้พวกโดเกบินั้นได้พรากบทเพลงแห่งเวนนี่ไป จำให้ได้ถึงความจริงที่ว่าพวกมันขับไล่เขาออกมาจากสถานการณ์ของการถ่ายทอดสดดวงดาวโดยการช่วงชิงเรื่องราวต้นกำเนิดของเขาไป

[เจ้าดูสับสนนะ สหายเก่า]

ราชาเวนนี่ตกใจกับเสียงที่แท้จริงเสียงนั้นและรีบมองไปข้างหลังของเขา มยหน้าของราชาโดเกบิกำลังลอยอยู่ภายในความมืดสีดำสนิท

[ราชาโดเกบิ!]

ราชาเวนนี่ตะโกนออกมาและปลดปล่อยสถานะของเขา อย่างไรก็ตาม สิ่งต่างๆก็ไม่เป็นไปตามแผน ภายในมิติแห่งนี้ที่ไม่มีอะไรอยู่เลย สถานะที่เขาปลดปล่อยออกมาก็เป็นแค่ประกายแสงบางๆเท่านั้น

ราชาโดเกบิพูดด้วยสีหน้าเมินเฉย

[เจ้าไม่อาจต่อสู้ได้ที่นี่ พลังของพวกเราไม่อาจใช้ได้ ณ ที่แห่งนี้]

[…เจ้าสามารถเอาชีวิตรอดไปได้ ข้าคิดว่าเจ้าจะตายไปเพราะคมดาบของหุ่นเชิดคนนั้นแล้ว]

[มันก็ไม่ต่างอะไรนักกับการตายไปแล้ว และจะตายอีกครั้ง มันก็เหมือนกัน]

ณ จุดที่สายตาของราชาโดเกบิจดจ้องไป พวกเขาสามารถเห็นวงเวียนแสงหมุนวนไปรอบๆ ร่างวิญญาณของทั้งสองสิ่งนี้กำลังมุ่งหน้าไปยังทางออกนั้นอย่างช้าๆ

ราชาเวนนี่ตะโกนออกมา [ไม่ เดี๋ยวก่อน! เรื่องราวของข้าเพิ่งเริ่มต้นขึ้น! ข้ากำลังจะข้ามกำแพงสุดท้าย! ข้าจะได้พบกับเทพเจ้าผู้แสนเกียจคร้านผู้จินตนาการถึงทุกๆสิ่งในโลก และกลายเป็นสิ่งมีชีวิตเพียงตนเดียวที่รู้ความลับของโลกใบนี้]

[เจ้าอยากรู้ความลับของโลกนี้งั้นเหรอ?]

[เจ้าพูดอะไรออกมา มันไม่มีใครไม่อยากรู้ต้นกำเนิดของตัวเองหรอก]

[และนั่นก็เป็นสาเหตุว่าทำไมสิ่งมีชีวิตต่างๆถึงไม่พบกับความสุขกัน]

ราชาโดเกบิพูดด้วยท่าทางติเตียนตัวเอง

[ทำไมเจ้าถึงคิดว่ามนุษย์จึงได้ครอบครองความสามารถที่มหัศจรรย์อย่าง ‘การหลงลืม’ ล่ะ?]

เศษซากของเรื่องราวได้กระจัดกระจายไปภายในความมืด เรื่องราวที่สูญเสียบริบทของพวกมันไปกลายเป็นเศษข้อความและค่อยๆสลายหายไป

ราชาโดเกบิเชยชมพวกมันเบาๆ ก่อนที่จะบดขยี้เรื่องราวเป็นผุยผง

[มันมีเรื่องราวที่ไม่จำเป็นมากมายเกินไปในจักรวาลนี้ มันจำเป็นจะต้องมีการกำจัดพวกมันและปรับทุกอย่างให้เหมาะสม นั่นแหละคือการหลงลืม]

[ไร้สาระ! จักรวาลเป็นอนันต์ เฉกเช่นจุดจบของกำแพงสุดท้ายที่ไม่มีอยู่จริง]

[เจ้าคิดเช่นนั้นเหรอ?]

ราชาโดเกบิมองลงไปยังร่างของตนที่ค่อยๆแหลกสลายหายไป

[น่าเสียดาย ตัวเอกที่กำแพงสุดท้ายเลือกกลับไม่ใช่ทั้งเจ้าและข้า]

[ข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังพล่ามอะไร แต่…!]

[ถึงกระนั้น เจ้าก็จะได้พบกับคนที่เจ้าปรารถนาในไม่ช้า]

ไหล่ของราชาเวนนี่กระตุก

ปลายทางแห่งแสงอยู่ไม่ไกล มันช่างเป็นแสงสว่างที่สุกสกาวและสว่างไสว ทางออกนั้นกำลังหมุนวนอย่างรุนแรงและมันก็ชวนให้นึกถึงโลกที่หยุดนิ่งอยู่กับที่

ราชาเวนนี่หวาดกลัวขึ้นมาในทันใด

[เจ้า เจ้าเห็นอะไรอยู่ข้างหลังนั่น?]

ราชาโดเกบิไม่ตอบกลับในทันที เขาทำสีหน้าเบื่อหน่ายราวกับว่าคำถามนั้นไม่มีความหมายอะไรเลย จากนั้นเขาก็พูดออกมา

[มันจะมีความหมายอะไร?]

[อะไรนะ?]

[ข้ากำลังจะบอกว่ามันจะมีความหมายอะไรที่รู้ว่าโลกนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความฝันอันกว้างใหญ่?]

คำพูดของเขาเต็มไปด้วยความไม่แยแส

ราชาเวนนี่ไม่อาจเข้าใจถึงสิ่งที่เขากล่าวได้

แสงค่อยๆสว่างขึ้นเรื่อยๆ แต่สีหน้าของราชาโดเกบิกลับพร่ามัวมากยิ่งขึ้น ในไม่ช้า ปลายทางแห่งแสงก็มาอยู่ตรงหน้าของเขาแล้ว ราชาเวนนี่ที่กำลังตื่นตระหนกถาม

[…ทำไมเจ้าดำเนินการถ่ายทอดสดดวงดาวมาจนถึงตอนนี้?]

บางทีคำถามนั้นอาจจะเป็นคำถามที่ไม่คาดคิด สีหน้าของราชาโดเกบิเปลี่ยนไปเป็นพิกล เขามองไปยังราชาเวนนี่อย่างเงียบๆ ก่อนที่จะตอบ

[สงสัยข้าคงจะลืมไปแล้ว]

ทันใดนั้นเอง เรื่องราวหลายๆเรื่องก็เข้าปกคลุมใบหน้าของราชาโดเกบิ

บ้างเขาก็ดูคล้ายกับนักรบที่กำลังปราบราชาปีศาจ บ้างก็คล้ายกับยอดฝีมือแห่งบู๊ลิ้มที่กำลังประลองยุทธ์กับนิยายปีศาจ และบ้างก็ดูคล้ายกับเทวทูตที่กำลังสยายปีก

[…เจ้า-!]

[คิมทกจาได้เปิดประตูบานที่มีควรจะเปิดเข้าแล้ว และโลกนี้ก็จะเข้าสู่กลียุคไปตลอดกาล]

เมื่อเขาพูดจบ โลกก็ถูกปกคลุมด้วยแสงสีขาวบริสุทธิ์ ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงปลายทางแล้ว ราชาเวนนี่โซเซไม่มั่นคงและเหยียบเท้าเข้าไปภายในแสงสว่าง เขาปัดผ่านรัศมีของแสงและเดินไปข้างหน้าทีละนิด

คำตอบอยู่ที่นี่แล้ว

ความฝันที่เก่าแก่ที่สุดผู้สร้างโลกนี้อยู่ที่นี่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ราชาเวนนี่ก็ไม่เห็นอะไร

เสียงอะไรบางอย่างดังขึ้น และกลิ่นเหม็นไหม้ก็เข้ามาแตะจมูกของเขา มันเริ่มหายใจลำบากขึ้น ร่างกายของเขาเริ่มลุกไหม้ภายใต้รัศมีของแสง

ราวกับว่าเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในขอบเขตนี้

[ข้าบอกเจ้าแล้ว เรื่องราวนี้ไม่ใช่ทั้งของเจ้าและของข้า]

พร้อมกับคำพูดของราชาโดเกบิ ร่างของราชาเวนนี่ก็เริ่มหลอมละลาย

[พวกเราต่างก็เป็นเครื่องมือสำหรับโลกใบนี้]

อ๊ากกก…

แม้ว่าขาของเขาจะกำลังหลอมละลายจนลามมาถึงลำตัว แต่ราชาเวนนี่ก็ไม่เบนหน้าหนีไปจากภาพตรงหน้า

นั่นคือที่ๆความฝันที่เก่าแก่ที่สุดอยู่ ความลับของทุกๆสิ่งในโลกอยู่ที่นั่นแล้ว นั่นคือสิ่งที่เขาตามหามาตลอด

ราชาเวนนี่เห็นมัน และจากนั้น ในที่สุด เขาก็เข้าใจถึงสิ่งที่ราชาโดเกบิพูดเมื่อก่อนหน้านี้

นั่น นั่นคือ…

ราชาเวนนี่ปรารถนาที่จะตะโกนออกไปให้สุดเสียง เพื่อที่จะตะโกนออกไปว่าโปรดมองมาทางนี้ ได้โปรด ข้าอยู่ตรงนี้ ได้โปรดมองมาที่ข้า แค่สักครั้ง

และจากนั้น ‘สิ่งนั้น’ ก็ค่อยๆหันหน้ามาอย่างช้าๆ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่สายตาของมันจดจ้องมายังที่ๆราชาเวนนี่อยู่ ราชาเวนนี่ก็ไม่อยู่อีกแล้ว

ดังนั้น ‘สิ่งนั้น’ จึงได้เบนหน้าของมันไป

และในขณะที่มันก้มหัวลง มันก็เริ่มพึมพำเกี่ยวกับบางสิ่งอีกครั้ง

*

แค่ก

ผมรู้สึกคันยุกยิกอยู่ภายในปากหลักจากไอออกมา และบางสิ่งที่คล้ายกับแมลงก็หลุดออกมา ผมมองดูใกล้ๆและพบว่าพวกมันคือตัวอักษร

ประสาทสัมผัสเริ่มกลับคืนมาและสายตาของผมก็สดใสขึ้น ผมเห็นตัวอักษรกำลังเปล่งแสงสีขาวอยู่ตรงหน้าของผม พวกมันต่างก็เป็นบริบทที่คุ้นเคย

ที่นี่คือ…?

“ทกจา? นายอาจจะติดอยู่ในหนังสือก็ได้ถ้านายทำแบบนั้น”

ทันใดนั้นเอง แผ่นหลังของผมก็เย็นวาบขึ้นมา นั่นคือเสียงที่คุ้นเคย และด้วยคำพูดที่ผมเคยได้ยินมาจากที่ไหนสักแห่ง จินตนาการอันน่าพรั่นพรึงจึงบังเกิดขึ้นภายในหัวของผม ผมเคยคิดว่าถ้าผมทำลายกำแพงสุดท้าย เรื่องแบบนี้ก็คงจะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อมาคิดว่ามันเกิดขึ้นจริงๆ…

จากนั้นพร้อมกับเสียงพลิกหน้ากระดาษ เศษกระดาษก็ลอยอยู่ตรงหน้าของผม ผมมองเข้าไปใกล้ๆอีกครั้งและพบว่ามีบางคนกำลังเขย่าหนังสือเบาๆ

“…ซานอา”

ยูซานอากำลังยืนอยู่ตรงหน้าของผม

บริเวณโดยรอบค่อยๆชัดเจนขึ้น มันเป็นภาพของกองหนังสือที่ก่อตัวขึ้นเป็นภูเขาขนาดย่อมๆ รวมทั้งชั้นหนังสือที่วางเรียงรายกันอยู่ ทั้งหมดถูกส่องสว่างด้วยแสงจากโคมไฟ นี่ไม่ใช่รถไฟใต้ดิน

นี่คือที่ๆผมคุ้นเคยดี

ยูซานอายิ้มแฉ่ง

“ที่นี่ทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาแล้วสิ”

พวกเราอยู่ภายในกำแพงที่สี่

“…เกิดอะไรขึ้น?”

“ถึงนายจะถามฉันก็เถอะ… แต่ฉันเองก็เพิ่งตื่นเหมือนกัน พวกเราควรไปถามพวกรุ่นพี่กันดูไหม?”

ในขณะที่ยูซานอายักไหล่และเริ่มมองไปรอบๆ ผมก็รีบจัดระเบียบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายในหัวของผม

⸢พวกเราได้รวบรวมชิ้นส่วนของกำแพงสุดท้ายทั้งหมด แต่จัดการมันลงได้⸥

ความทรงจำต่างๆยังคงกระจ่างชัดในหัวของผม

…และจากนั้น? เกิดอะไรขึ้น?

สหายคนอื่นของผมล่ะ?

⸢ไม่ต้อง ห่วง คิม ทก จา⸥

เสียงที่ผมคิดว่าจะไม่ได้ยินอีกดังขึ้นในหูของผม ผมตะโกนออกไปด้วยความสุข

“กำแพงที่สี่”

⸢ห้อง สมุด เงียบ หน่อย⸥

ที่นี่กำแพงที่สี่ที่ผมรู้จักแน่ๆ แม้ว่าผมจะมีความสุขแค่ไหน แต่ผมก็ยิ่งสับสนมากขึ้นไปอีก

ทำไมตอนนี้ผมถึงมาอยู่ภายในกำแพงที่สี่?

“ทกจา?”

มีเสียงดังมาจากความมืดมากขึ้นเรื่อยๆ พวกมันเป็นเสียงมาจากสหายของบริษัทของคิมทกจา

“พวกเราอยู่ที่ไหนกัน?”

“…ฉันเจอหนังสือแปลกๆด้วย มันชื่อว่า ‘คิมทกจาและความลึกลับทางเพศ’”

“เธอไม่ควรดูอะไรแบบนั้นนะ จีฮเย”

“งั้นนี่เป็นไง ‘ถ้าพวกเขามีไบเบิ้ล งั้นคิมทกจาก็มีหนทางเอาชีวิตรอด’”

“เธออยากอ่านอะไรแบบนั้นจริงๆเหรอ?”

ผมคิดว่าผมได้ยินเสียงของจางฮีวอนและลีจีฮเยกำลังคุยกันอยู่ และจากนั้นหัวคู่เล็กๆคู่หนึ่งก็โผล่ออกมาจากกองหนังสือที่อยู่ใกล้ๆราวกับว่าพวกเขาเป็นตัวตุ่น

“คุณลุง!”

“พี่ฮะ!”

มันคือชินยูซองและลีกิลยัง ผมยังเห็นฮันซูยองกำลังเดินมาหาพวกเราจากในความมืดด้วย

“เป็นที่ที่แปลกจริงๆ นี่คือห้องสมุดที่ยูซานอาเคยพูดถึงงั้นเหรอ?”

เธอถึงหลังสือออกมาจากชั้นและโยนไปข้างหลังเธอ ในขณะเดียวกันลีฮุนซึงที่ยืนอยู่ข้างหลังเธอก็คว้ามันไว้และเก็บมันเข้ากระเป๋า

“ยูซอง! เธอไม่ควรทำกับหนังสือแบบนี้นะ… เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกมันคืออะไร!”

“โว้ว อะไรนะ! ตลกจริง”

ด้านหลังของพวกเขา ผมเห็นกงพิลดู จางฮายัง และแอนนาที่ยังไม่ได้สตินอนอยู่บนพื้น และสุดท้าย ลีซอลฮวาที่กำลังตรวจชีพจรของพวกเขา อย่างน้อยที่สุด สหายทุกคนของผมที่เข้าร่วมในสถานการณ์สุดท้ายก็มารวมกันที่นี่แล้ว

⸢ไม่ ใช่ ทุก คน⸥

ผมเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมาหลังจากได้ยินเสียงของกำแพงที่สี่

ผมยังไม่เห็นหมอนั่นเลย

…หรือว่า?

⸢(ฮ่าฮ่าฮ่าฮ๋า! ยูจงฮยอค! ข้าได้กลิ่นเขาจากใกล้ๆนี้! ในที่สุดเขาก็ปรากฏตัวขึ้นที่นี่เพื่อที่จะกลายเป็นหนึ่งเดียวกับข้าแล้วงั้นเหรอ?!)⸥

เสียงดังสะเทือนมาจากภายในความมืดส่วนลึก มันเห็นได้ชัดว่าเป็นเสียงของเนอร์วาน่า และหลังจากนั้นก็เกิดเสียงปะทะดังขึ้น และร่างอ่อนปวกเปียกที่สงบแน่นิ่งของเนอร์วาน่าก็กลิ้งไปบนพื้น และจากนั้น รองเท้าบู๊ตสีดำข้างหนึ่งก็เหยียบลงบนศีรษะของชายผู้น่าสงสารผู้นั้น

“…เป็นสถานที่ที่ไม่น่าอภิรมย์เอาซะเลย”

“ยูจงฮยอค”

ประกายแสงบางๆยังคงเต้นระบำอยู่รอบๆร่างของเขาราวกับว่าเขายังไม่ได้แยกตัวออกจากนักเขียนลับ เนื่องจากเขาก็อยู่ที่นี่ด้วย งั้นใครกันล่ะที่ไม่อยู่?

“…กลุ่มดาวไม่ได้อยู่ที่นี่เลย”

“เกิดอะไรขึ้นกับทุกคนบนโลก?”

กำแพงที่สี่ได้อพยพพวกเรามาที่นี่ ซึ่งก็หมายความว่ามีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นข้างนอก

หัวใจของผมเย็นวาบขึ้นมา ผมนึกถึงกำแพงที่สี่ รวมทั้งประโยคที่อยู่เหนือมัน เกิดอะไรขึ้น? โลกพินาศไปแล้วเพราะผมพยายามจะเปลี่ยนเรื่องราวงั้นเหรอ?

จากนั้นกำแพงที่สี่ก็พูดอะไรที่ไม่คาดคิดออกมา

⸢เวลา ไม่ เคลื่อน ไหว เพราะ ไม่มี การ อ่าน ไม่ มี จิน ต นา การ⸥

ก่อนที่ผมจะทันได้ถามความหมายของมัน บางสิ่งก็ปรากฏขึ้นก่อน

⸢(ในที่สุดเจ้าก็ทำลายกำแพงแล้วงั้นเหรอ อัครสาวกแห่งนิรันดร์และบทสรุป?)⸥

⸢(…วันเวลาดังกล่าวได้มาถึงตรงหน้าของพวกเราแล้ว)⸥

พวกเขาคือเหล่าบรรณารักษ์ ผู้กลืนกินความฝัน และหัวหน้าดันเจี้ยนโรงภาพยนตร์ ผมมองไปที่พวกเขาก่อนที่จะพูดกับกำแพงที่สี่

“เอาฉันออกไปจากที่นี่ ”

นั่นทำให้เหล่าบรรณารักษ์ตอบแทน

⸢(แม้ว่ามันจะเป็นเจ้า แต่เจ้าก็ไม่อาจเอาชีวิตรอดได้ถ้าออกไปข้างนอก การถ่ายทอดสดดวงดาวไม่มีอยู๋อีกต่อไปแล้ว ทุกๆสิ่งได้หยุดนิ่งกันหมดแล้ว)⸥

ทุกๆสิ่งหยุดนิ่ง

แน่นอน เรื่องราวที่ปกติจะได้ยินจากกำแพงนั้นไม่อาจได้ยินอีกต่อไป

“ถ้าอย่างนั้น ฉันจะไปพบกับคนที่ทำให้เข็มนาฬิกาย้อนกลับ”

⸢(…เจ้าปรารถนาที่จะไปพบกับความฝันที่เก่าแก่ที่สุดงั้นเหรอ?)⸥

สิ่งนั้นคือจุดสิ้นสุดของเรื่องราวทั้งหมด การถ่ายทอดสดดวงดาวอาจจะถูกทำลาย แต่มันยังมีคำถามที่ต้องการคำตอบอยู่

⸢ทำไมโลกเช่นนี้ถึงต้องมีตัวตนอยู่⸥

ผมมองย้อนกลับไปและเห็นเหล่าสหายของผมกำลังทำสีหน้าคล้ายๆกัน ทุกคนต่างก็มีคำถามของตัวเอง และมีตอนจบที่พวกเขาต้องการจะเห็น และเพื่อที่จะไปให้ถึงตรงนั้น มันมีบางสิ่งที่พวกเราต้องทำซะก่อน

ยูซานอาพูดขึ้นมาก่อน

“ไปด้วยกันเถอะ ทกจา”

“ฉันด้วย! ฉันก็อยากไป!”

“ฉันก็สงสัยถึงบทสรุปที่นายต้องการจะเห็นเหมือนกัน”

“ไป ไป พวกเราจะได้ไม่ต้องทรมาณกับเรื่องนี้อีก ใครจะรู้ บางทีโดเกบิที่ดีหรืออะไรอาจจะรอพวกเราอยู่ก็ได้ ถ้าไม่ พวกเราก็แค่ตบเขาสักหน่อยและทำให้เขาเห็นด้วยกับพวกเราก็แค่นั้น”

ราวกับว่าเห็นด้วยกับคำพูดนั้น บียูได้เสริมความเห็นของเธอ

[ป๊า!]

จากนั้นยูจงฮยอคก็ทำลายความเงียบขึ้นมา

“ก่อนหน้านั้น นายมีวิธีไปเจอเขาเหรอ? กำแพงอาจจะถูกทำลายไปแล้ว แต่กระแสเวลาก็หยุดลงไปด้วย ถ้าเวลาหยุดนิ่ง เรื่องราวก็ไม่อาจเดินไปข้างหน้าได้ พวกเราก็เหมือนกัน”

⸢(มันมีบางที่ที่เวลาไม่หยุดเคลื่อนไหว)⸥

เนอร์วาน่ายิ้มและชี้ไปที่พื้น

ใช่ เวลาภายในห้องสมุดแห่งนี้ไม่ได้หยุดนิ่งเลย

“หรือว่าไอ้บ้านั่นจะอยู่ภายในห้องสมุดแห่งนี้?”

⸢(…ไม่ใช่แบบนั้น ห้องสมุดแห่งนี้ก็เป็นแค่กำแพงอีกอัน อย่างไรก็ตาม ทางเดินใหม่ได้เปิดขึ้นหลังจากที่เจ้าได้ทำเรื่องราวให้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ซึ่งก็หมายความว่าเจ้าสามารถข้ามไปยังอีกฟากได้)⸥

ในขณะที่พูดแบบนั้น เนอร์วาน่าก็นำทางพวกเรามายังที่แห่งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ผมก็พอจะรู้อยู่แล้วว่าเขาจะพาพวกเราไปไหน ผมนึกถึงผาที่ทอดยาวอยู่ด้านล่างของห้องสมุด

⸢นี่คือจุดสิ้นสุดของห้องสมุด จุดจบของเรื่องราวทั้งหมด⸥

หลุมอันกว้างใหญ่ไร้ก้นบึ้ง หุบเหวที่ยื่นออกมาดุจดั่งอเวจี

มันคือตำแหน่งที่ผมพบเมื่อตอนที่ผมเข้ามายังกำแพงที่สี่เป็นครั้งแรก

“…เป็นที่นั่นจริงๆ”

ผมเกือบจะตกลงไปแล้วเมื่อตอนที่ผมสะดุดมาที่นี่เป็นครั้งแรก ย้อนกลับไปในตอนนั้น เนอร์วาน่าได้บอกผมว่าถ้าผมตกลงไป ผมต้องตายแน่ๆ เขากล่าวว่าสิ่งนั้นคือด้านหลังกำแพง

เนอร์วาน่าถามผม ⸢(คิมทกจา นายอยากจะไปที่นั่นจริงๆเหรอ?)⸥

ผมพยักหน้า

จากนั้นเนอร์วาน่าก็ดึงเชือกที่ห้อยลงมาจากความมืด

⸢(จับไว้)⸥

พวกเราต่างปีนลงไปเหมือนกับลิฟต์

จากนั้นพวกเราก็มาถึงก้นหลุมอย่างช้าๆ

[แอตทริบิวต์เฉพาะตัว ‘ผู้มองไปยังห้วงอเวจี’ ถูกเปิดใช้งาน]

ในที่สุดคำตอบที่ผมตามหาก็อยู่ตรงหน้าของผมแล้ว เรื่องราวที่ยังคงอยู่ภายในตัวผมเริ่มปั่นป่วนขึ้นมาด้วย

พวกเราปีนลงมาแบบนี้นานแค่ไหนแล้วนะ? ในที่สุดพวกเราก็ถูกทักทายด้วยเสียงรอกที่หยุดลง

ผมเหยียบไปบนพื้นท่ามกลางความมืด และพบกับกลิ่นรา พื้นทั้งชื้นและลื่น แทบจะเหมือนกับเศษโครงสร้างที่ไม่ถูกใช้งานมานาน

แสงจากตะเกียงส่องสว่างด้านหน้า เผยให้เห็นเส้นจางๆที่ประกอบด้วยบล็อกสีเหลือง

“นี่…”

จางฮีวอนพึมพำกับตัวเอง และหลังจากนั้น พวกเราก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างกำลังพุ่งมาหาพวกเราจากความมืด

ในช่วงเวลาสั้นๆหลังจากนั้น ดวงตาชั่วร้ายคู่หนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากอีกด้านหนึ่งของทางเดิน

“…พระเจ้า”

จางฮีวอนพึมพำออกมา แต่เธอก็ไม่สามารถเอื้อมมือออกไปหยิบดาบของเธอได้หลังจากที่ได้เห็นว่ามันเป็นสัตว์ประหลาดแบบไหน ส่วนสหายที่เหลือก็เหมือนกัน ทั้งหมดเป็นเพราะทุกคนรู้ดีว่ามันคืออะไร

⸢จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด⸥

มันคือรถไฟใต้ดิน

อ่านนิยายจีนแปลไทยทุกตอน