พ่อจอมผยอง 534

บทที่ 534 เจออารยธรรมอื่นอีกแล้ว?

เป็นการเดินทางที่เดียวดายอีกช่วง

ตั้งแต่เอปไซลอนเอริดานีถึงเคปเลอร์ 55 มีสิบกว่าปีแสงที่ยังผ่านดาวอีกหลายดวง ทุกคนไม่กล้าล่าช้ากันเลย

อีกด้าน หลายปีมานี้ ในใจทุกคนเก็บกักไฟเอาไว้ จนถึงขนาดจารึกทั้งหมดนี้ไว้ในประวัติศาสตร์ของยานอวกาศซี-หวั้ง

โดยเฉพาะหลังจากโดนบังคับให้ออกจากพร็อกซิมาคนครึ่งม้า บี คนส่วนมากเข้าสู่ภาวะซึมเงียบ

นี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำไมครั้งที่แล้วตอนเผชิญหน้าการโจมตีของหยดน้ำ ทุกคนรู้ว่ามนุษย์จะโดนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แล้วมนุษย์ไม่ได้ก่อความวุ่นวายหรืออะไร

เพราะทุกคนดูไม่ได้แคร์การโดนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เท่าไหร่แล้ว

อย่างน้อยก็ไม่ได้แคร์เหมือนตอนพึ่งออกจากโลกแล้ว

สำหรับผลนี้ ลู่เฉินกับที่ประชุมระดับสูงเคยแอบสืบ

สาเหตุหลักเป็นเพราะหาดาวดวงใหม่ไม่ได้ซักที ทำให้ประชาชนเริ่มซึมกันอย่างมาก

ถ้าเป็นแค่ประชาชน ลู่เฉินยังพอใช้หุ่นยนต์มาทำงานแทนพวกเขาได้

แต่ผู้บริหารระดับสูงในรัฐบาลมากมายก็เจอเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกัน

นี่เป็นจุดที่ลู่เฉินกังวลมากที่สุด

นี่มันไม่เหมือนตอนออกมาจากโลก ตอนนั้นไม่มีความหวังอะไรแล้ว นี่เป็นทางรอดเพียงทางเดียว ความหวังเพียงอย่างเดียว และใครเองก็ไม่คิดว่าตัวเองจะหาดาวใหม่ได้ในตอนมีชีวิตอยู่หรอก

ดังนั้นในเมื่อไม่ได้ ก็ไม่มีคำว่าเสียไป นี่เป็นท่าทียังไงก็ได้ อีกอย่างชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป ทุกคนจะมามัวซึมเศร้าไม่ได้

ที่จริงไม่ว่าจะเป็นลู่เฉินหรือบรรดานักวิทยาศาสตร์ หลังจากเร่ร่อนในอวกาศมาหลายปีแบบนี้ ยังไงก็อยากไปฮุบอารยธรรมอื่นมาพัฒนาตัวเอง

เหมือนเมื่อก่อนที่จะหาดาวดวงใหม่เพื่ออาศัยแล้วพัฒนาตัวเองน่ะไม่ใช่ว่าไม่ได้ แต่มันจะช้ามาก

ถ้าเป็นไปได้ ลู่เฉินยินดีใช้วัยหนุ่มสาวของคนรุ่นนี้แลกโอกาสในการเป็นอารยธรรมระดับหกขึ้นไป

ในสายตาเขาแล้ว พอถึงอารยธรรมระดับหกแล้ว น่าจะนั่งลองพัฒนาความสามารถให้อยู่รอดในทางช้างเผือกได้แล้วล่ะ

แต่ว่าเขารู้ว่าประชาชนอยากหาที่อยู่เป็นหลักแหล่งมากกว่า

แถมนี่เป็นเป้าหมายและความเชื่อเพียงหนึ่งเดียวในรอบหลายปีมานี้ของประชาชนเลย

ดังนั้น แผนการของเขายังคงยึดเป้าหมายหาดาวดวงใหม่เพื่ออยู่อาศัยอยู่ดี

เพียงแต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่เหมือนเดิม ก่อนนี้ที่อยู่บนพร็อกซิมาคนครึ่งม้าบีก็ได้เจอดาวดวงใหม่แล้ว

หาเจอแล้ว เช็คแล้ว มั่นใจแล้ว และได้อาศัยอยู่ดาวดวงใหม่แล้ว

ผลสุดท้ายกลับโดนบีบให้จากไปเร่ร่อนอีกครั้ง

นี่เป็นเรื่องที่ใครก็รับไม่ได้หรอก แถมไม่เคยมีมาก่อน ตอนนี้มาเสียไปอีกความเสียใจมันยิ่งเพิ่มพูน

ในเวลาเดียวกันที่หัวใจโดนไฟสุม หลายคนเริ่มซึมขึ้นมา เพราะพวกเขาต่างรู้ดีว่า ชาตินี้ต่อให้หาดาวดวงใหม่ได้ ก็ไม่มีปัญญาอยู่อาศัยที่ดาวดวงใหม่ได้ บางทีอีกพันปีหมื่นปีก็คงได้แค่แบบนี้แหละ…

สถานการณ์แบบนี้ลู่เฉินเห็นกับตา ร้อนอยู่ในใจ

แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้

เพราะมันไม่ใช่อะไรที่จะเปลี่ยนแปลงด้วยคำพูดเขาได้ นอกจากว่าจะเกิดเรื่องที่สามารถดึงดูดความสนใจพวกเขาได้ ไม่งั้นก็ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้หรอก นี่เป็นปัญหาจิตวิทยาแล้ว และยังเป็นปัญหาที่แก้ได้ยากที่สุดด้วย

ลู่เฉินกังวลใจเรื่องนี้ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปต้องเกิดปัญหาขึ้นแน่ แต่ใครมันจะไปรู้ล่ะว่า เคปเลอร์ 55จะอยู่อาศัยได้ไหม?

ดังนั้นช่วงนี้ลู่เฉินเองก็วุ่นวายใจเหมือนกัน

ในตอนที่เขายืนข้างหน้าต่างมองเหม่อไปที่อวกาศและครุ่นคิดวิธีแก้ปัญหาอยู่

ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นที่ด้านหลัง ลู่เฉินหันควับไปมอง เห็นทีมงานกลุ่มหนึ่งวิ่งหน้าตั้งเข้ามา เขารีบถามอย่างร้อนใจว่า “ทำไม? เกิดอะไรขึ้น? เขตป้องกันเบอร์หนึ่งเบอร์สองทำไม? หรือว่าทีมสำรวจเกิดปัญหาขึ้น?”

หัวหน้าทีมงานหน้าตาร้อนรนมาก ไม่รู้ว่าดีใจหรือร้อนรน เขารีบพูดว่า “ไม่ใช่ครับ ผู้นำ สัญญาณครับ! พวกเราได้รับสัญญาณแปลกอันหนึ่ง พอไขรหัสเบื้องต้นด้วยคอมพิวเตอร์ส่วนกลาง เป็นไปได้ว่าจะเป็นสัญญาณของอารยธรรมต่างดาวครับ!”

ลู่เฉินแทบสะอึก ไม่ได้พูดอะไรอีก เขารีบตามทีมงานไปฝ่ายวิจัย

ที่นั่นพวกติงต้าเฉิงรออยู่ก่อนแล้ว และรีบเล่าเรื่องราวโดยละเอียดให้เขาฟัง

ที่แท้ช่วงนี้ทุกคนกำลังพยายามซึมซับเทคโนโลยีของอารยธรรมลู๋ข่ากันอยู่ แม้แต่ฝ่ายควบคุมก็ละเลยไปไม่น้อย ทำให้หลายๆสัญญาณไม่ได้รับการจัดการทันท่วงที

แถมฝ่ายควบคุมต่อมาก็ไม่สามารถแยกแยะชนิดของสัญญาณพวกนี้ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องแปลเลย

ทำได้แต่รายงานขึ้นมาเท่านั้น

ตัวสัญญาณส่งมาจากคลื่นความถี่สัญญาณไปในห้วงอวกาศ และยานอวกาศซี-หวั้งก็ได้รับบางสัญญาณเข้าพอดี

แต่เพราะไม่เข้าใจภาษา หรือแทบจะไม่มีส่วนสัมพันธ์ใดๆกับอารยธรรมต่างดาวเลยก็ว่าได้ ทำให้สัญญาณนี้ไม่มีทางไขได้

เรื่องการไขรหัสเบื้องต้นนั้น ที่จริงก็แค่เอาสัญญาณมาวิเคราะห์ตามหลักทฤษฎีเท่านั้น นอกจากนี้แล้วก็จำแนกเนื้อหาอะไรออกมาไม่ได้เลย

“ผู้ ผู้นำ พวกเราสืบทราบว่า เดิมสัญญาณนี้กำลังเข้าใกล้พวกเราด้วยความเร็วสูง ความเร็ว…”

“ความเร็วน้อยสุดคือสองเท่าของปีแสง”

“เท่ากับว่า อารยธรรมของพวกมันน่าจะอยู่ในระดับเดียวกับเรา และอาจจะสูงกว่าเราอีกซะด้วย”

ติงต้าเฉิงวิเคราะห์ออกมา

ความเร็วในการขับยานของมนุษย์บรรลุความเร็วสองเท่าของปีแสงไปแล้ว ถึงหลายปีก่อนจะมาถึงระดับนี้ได้แล้ว แต่หลายปีมานี้ต่อให้ซึมซับเทคโนโลยีของอารยธรรมลู๋ข่าไม่หยุด ความเร็วในการขับยานก็พัฒนาไม่ขึ้นแล้ว

ถึงบรรดานักวิทยาศาสตร์จะเริ่มต้นวิจัยเทคโนโลยีรูหนอนแล้ว แต่เห็นได้ชัดว่าเทคโนโลยีแบบนี้ไม่ใช่อะไรที่วิจัยได้ในเวลาแค่ไม่กี่ปี

แถมตามการคำนวณของพวกเขาแล้ว อยากจะสำเร็จเทคโนโลยีรูหนอน มนุษย์ต้องพัฒนาขึ้นถึงอารยธรรมระดับห้าเป็นอย่างน้อย

เพราะบรรดานักวิทยาศาสตร์เห็นพ้องต้องกันว่า มีแต่เทคโนโลยีของอารยธรรมระดับห้าเท่านั้นถึงจะสามารถแบกรับเทคโนโลยีการขับเคลื่อนยานความเร็วสูงระดับเทพจนเข้าขั้นบ้าอย่างเทคโนโลยีรูหนอนได้

“นั่นก็หมายความว่า มีอารยธรรมต่างดาวซึ่งอาจจะมีฝีมือพอฟัดพอเหวี่ยงกับเรากำลังเข้าใกล้พวกเราด้วยความเร็วสูง?” ลู่เฉินพยักหน้าพลางถาม

“ใช่ครับ ตอนนี้พวกเราไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมาดีหรือมาร้าย และไม่รู้ระดับเทคโนโลยีของอีกฝ่ายด้วย ดังนั้นผมคิดว่าพวกเราเตรียมใจในทางร้ายไว้ก่อนดีกว่า” ติงต้าเฉิงแนะนำ

“ได้ ผมรู้ละ พวกนายพยายามไขรหัสสัญญาณพวกมันต่อไป ลองส่งสัญญาณบางอย่างไปหาพวกมันดูก็ได้ เป็นการเตือนไปในตัว”

ลู่เฉินพูด และหันไปติดต่อตู้เฟย ให้เขาเตรียมความพร้อมในการรบไว้

อ่านนิยายจีนแปลไทยทุกตอน