บัลลังก์หมอเซียนยา 2002

15 กันยายน 2019   @admin  

บัลลังก์หมอเซียนยา บทที่ 2002

อู๋ซ่างหวงกับท่านฉู่ลากเขากลับไปที่จวนอ๋องซู่ แล้วขอให้พี่จูตี้ช่วยมาตรวจดูฟันของเขา
ฟันจากทั้งปาก
ร่วงไปได้เจ็ดแปดซี่แล้ว
ส่วนที่เหลือก็เริ่มโยก ทำให้กินเนื้อสัตว์ได้ไม่สะดวกนัก
ตอนที่ฟันเริ่มร่วงไม่ยอมบอกใคร
แน่นอนว่าย่อมถูกพี่จูตี้ด่ากราดเป็นธรรมดา
บวกกับแอบทิ้งอาหารเสริมพวกแคลเซียมทั้งหลายไปหมด
จวนอ๋องซู่จึงเริ่มทำการตรวจฟันเป็นวงกว้าง แต่ก่อนเป็นเพราะให้ความสนใจเฉพาะปัญหาส่วนอื่นในร่างกาย
แต่กลับไม่ได้สนใจเรื่องสุขภาพฟัน พี่จูตี้จึงรู้สึกโทษตัวเองอย่างมาก
หลังจากการตรวจสอบไปรอบหนึ่ง
จึงพบว่าคนที่อาการหนักที่สุดก็คือเซียวเหยากง ส่วนคนอื่น ๆ
ยังนับว่าใช้ได้
ตีให้ตายเซียวเหยากงก็ไม่ยอมทำฟันปลอม
บอกแค่ว่าจะกินข้าวด้วยฟันสภาพนี้ไปก่อน ถ้ากินอะไรไม่ได้แล้วจริง ๆ
ค่อยว่ากัน
แต่เขาก็นับว่าให้ความสนใจกับสุขภาพช่องปากมากขึ้น ต้องปกป้องฟันที่ยังเหลืออยู่ด้วยความระมัดระวังให้มาก
เพราะปัญหาเรื่องฟัน ทำให้คุณย่าหยวนเริ่มยุ่งขึ้นมาอีกแล้ว
คุณย่าเรียกประชุมกับเจ้าหน้าที่จากสำนักงานกิจการพลเรือน
ขอให้ท่านฉู่เข้าร่วมการประชุม เพื่อเตรียมร่างแนวทางรับมือปัญหาสุขภาพในช่องปาก
ให้ประชาชนเป่ยถังตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการปกป้องดูแลฟันของตนเอง
เรื่องนี้นับว่าใหญ่พอสมควร เพราะต้องกระจายไปยังเมืองย่อยแต่ละแห่ง
ทั้งต้องระดมผู้คนจากกรมงานต่าง ๆ ให้ไปช่วยกันประชาสัมพันธ์ ดังนั้น
เรื่องนี้จึงยังต้องการความร่วมมือจากกรมการโฆษณาประชาสัมพันธ์ด้วย
แน่นอนว่า ย่อมต้องนำไปหารือกันในราชสำนักด้วย
แค่เรื่องของฟันในปาก
ถ้าพูดในแง่ความสำคัญภายในราชสำนัก ย่อมมีขุนนางที่ยังหนุ่มแน่นจำนวนหนึ่งรู้สึกว่า
ออกจะทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เสียเปล่า ๆ
แต่พวกขุนนางอาวุโสกลุ่มหนึ่งกลับคิดว่า
เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะใต้เท้าจูตี้บอกแล้วว่า เมื่อฟันของเราไม่ดี ก็ไม่สามารถกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากมายได้ครบ
หรือต่อให้ฝืนกินเข้าไปก็ตาม หากไม่ผ่านกระบวนการบดเคี้ยวให้ละเอียดแล้วกลืนลงไป แน่นอนว่าจะส่งผลต่อระบบการทำงานของกระเพาะซึ่งต้องทำงานหนักขึ้น อาจส่งผลร้ายต่อกระเพาะอาหารได้
และเมื่อไหร่ที่กระเพาะมีปัญหา ก็จะเกิดโรคต่าง ๆ ตามมา เรื่องนี้สำคัญตั้งขนาดไหน พวกขุนนางหนุ่ม ๆ ที่บอกว่าไม่สำคัญพวกนั้นน่ะ ไม่เข้าใจว่าคนอื่นต้องลำบากขนาดไหน! ในที่สุด หยู่เหวินเห้าก็สบโอกาสได้พูดเสียที
หันไปหากลุ่มขุนนางในท้องพระโรงแล้วพูดว่า “เมื่อไม่กี่วันก่อน ข้าได้ยินเรื่องน่าสนใจบางอย่างมา เป็นเรื่องที่มีคนบอกว่าไม่จำเป็นต้องจัดตั้งโรงเรียนสตรี เหตุผลเพราะสตรีที่มีความรู้ความสามารถมาก ๆ จะทำตัวผิดจารีตไม่เชื่อฟัง ให้เรียนจนรู้หนังสือก็นับว่าเปล่าประโยชน์
ทั้งยังมีคนบางคนที่โต้เถียงเรื่องนี้ทั้งวัน ค้านนั่นค้านนี่ อภิปรายอะไรได้ก็เขียนเป็นฎีกาออกมา แต่กลับไม่เคยได้เข้าไปเรียนรู้วิถีชีวิตของประชาชนจริง ๆ สักครั้ง จะเข้าใจความต้องการของประชาชน ตอนที่พวกเจ้าทำเรื่องพวกนี้ เคยได้ไปเห็นใต้เท้าท่านนี้นางทำอะไรอยู่บ้างหรือไม่?
เป่ยถังเรามีการปฏิรูปด้านการรักษาพยาบาลมาหลายครั้งแล้ว ปัจจุบันไม่ว่าจะในด้านยารักษาหรือการแพทย์ ก็มีมาตรฐานล้ำหน้าเจ็ดแคว้นไปไกลแล้ว นี่เป็นความดีความชอบของใคร?
เคยมีใครยกมาพูดถึงในราชสำนักสักคำหรือไม่? หรือพอจะมีใครย้ำบ้างว่าใต้เท้าผู้นี้เป็นสตรี? ใต้เท้าผู้นี้นางไม่แค่รู้หนังสือ แต่ยังมีความรู้มากมายมหาศาล ไม่ทราบว่านางทำผิดจารีตตรงไหนไปอย่างนั้นรึ? ”
มีใครสังเกตบ้างหรือไม่?
หลังพูดประโยคนี้จบ
ทำเอาพวกใต้เท้าจูต่างพากันก้มหน้างุด
ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ฮ่องเต้ปรายตามองแวบหนึ่ง
แล้วพูดว่า “ข้าเกลี้ยกล่อมเหล่าพี่น้องช่างพูดเหล่านั้นไปว่า พูดจาไร้สาระไม่สู้ลงมือทำจริงให้มากขึ้น ดีแต่พูดทำร้ายชาติ ลงมือทำจึงสร้างชาติได้
จำคำพูดประโยคนี้ของข้าไว้ให้ดี กลับไปแล้วลองสัมผัสมโนธรรมในใจของตัวเอง ลองถามตัวเองดูว่าเป็นขุนนางขั้นสูงมาตั้งหลายปีขนาดนี้แล้ว ได้ทำเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนไปแล้วกี่เรื่อง”
พูดจบ ก็ลุกขึ้นแล้วสั่งเลิกประชุมทันที เรื่องนี้ปล่อยทิ้งไว้ในใจของพวกเขาให้มันค่อย ๆ สั่งสมบ่มเพาะ
ส่วนเรื่องอื่นที่เหลือซึ่งไม่รีบร้อนก็ยังไม่ต้องอภิปราย เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เรื่องอื่นมาปิดบังกลบฝัง สมองของพวกเขาเล็ก หนึ่งวันสามารถคิดได้แค่หนึ่งเรื่อง
โสวฝู่แอบจดคำพูดของฝ่าบาทไว้เงียบ
ๆ กลับไปจะได้คัดลอกแล้วส่งไปยังกรมการโฆษณาประชาสัมพันธ์
นิตยสารรายสัปดาห์ฉบับนี้ อย่างไรก็ต้องมีชื่อของฝ่าบาท
แน่นอนว่า ยังต้องมีฮูหยินใหญ่ขึ้นหน้าปกด้วย
การเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สุขภาพในช่องปากที่คุณย่าพัฒนา
หยวนชิงหลิงก็ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง นางคิดว่า ปัญหาเรื่องของฟันไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะในผู้สูงอายุเท่านั้น ต่อให้เด็กหรือคนหนุ่มสาวต่างก็มีปัญหาได้เหมือนกัน ดังนั้น
การเผยแพร่ข้อมูลที่ว่านี้จึงมีความจำเป็นอย่างมาก
ในตอนที่ทุกคนให้ความสนใจกับเรื่องทางวิทยาศาสตร์ ทังหยวนกลับมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ
ในเมื่อราชสำนักได้สนับสนุนเรื่องสุขภาพฟันไปทั่วประเทศ เขาก็สามารถฝึกอบรมหมอฟัน
สร้างผลิตภัณฑ์สำหรับการดูแลช่องปาก และทำความสะอาดปากและฟันได้ก่อนใคร
ชั่วขณะนี้ยังไม่สามารถทำยาสีฟันออกมาได้
นี่เป็นเทคโนโลยีของโลกยุคใหม่ ถ้าจะสร้างผลิตภัณฑ์ที่ทุกคนในเป่ยถังสามารถใช้ได้ ก็ต้องใช้วัสดุและเทคโนโลยีที่มีอยู่ตอนนี้
แน่นอนว่าตัวเขาเองสามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมได้ ตามหาวิธีข้ามขีดจำกัดทางเทคโนโลยีในเทคโนโลยีที่มีอยู่ แต่สิ่งเหล่านี้จำต้องอาศัยการศึกษาวิจัยของตัวเอง
หลังจากรวบรวมธุรกิจเหมืองแร่แล้ว ทังหยวนก็อุทิศตนเพื่อการวิจัยในด้านวิธีทำความสะอาดฟัน
อย่างแรกคือแปรงสีฟัน ตลาดแปรงสีฟันมีขนาดใหญ่ทั้งยังเป็นที่ยอมรับอย่างสูง เนื่องจากหลายปีมานี้เคยมีคนในเป่ยถังใช้แปรงสีฟันกันแล้ว เป็นกิ่งหลิวแบบใช้แล้วทิ้ง
ส่งผลให้หัวแปรงมีลักษณะขนหยาบ ซึ่งง่ายต่อการทำให้เหงือกและเนื้อฟันเสียหาย อีกทั้งราคาก็สูง ไม่ใช่ของที่ทุกคนจะสามารถซื้อมาใช้ได้ไหว
แต่กระบวนการผลิตแปรงสีฟันยังไม่สมบูรณ์แบบ
หากเทคโนโลยีนี้สมบูรณ์เต็มที่
สามารถผลิตได้ในปริมาณมาก ก็จะสามารถกลายเป็นของใช้ในชีวิตประจำวันได้
การตลาดนี้จะไปไกลชนิดไร้ขอบเขต
เขาน้อมนำตามคำสอนที่พ่อกล่าวไว้ว่าลงมือทำจึงสร้างชาติได้
ทังหยวนจึงตั้งสถาบันวิจัยช่องปากของตนเองขึ้นทันที
เพื่อทำการวิจัยและพัฒนาแปรงสีฟันและยาสีฟัน
เรื่องนี้เขาไม่ได้บอกพ่อกับแม่แล้วก็พี่ใหญ่เลยด้วยซ้ำ
เขาเคยชินกับการทำอะไรก็ไม่จำเป็นต้องตีฆ้องร้องป่าวให้คนรู้ล่วงหน้า รอให้ลงมือทำจนเห็นผลก่อน
ค่อยบอกพวกเขาก็ยังไม่สาย
ถ้าทำให้เห็นผลไม่ได้
ก็เท่ากับว่าไม่ได้ทำ ความเจ็บปวดจากความล้มเหลว ตัวเขาก็ต้องฝืนกล้ำกลืนมันเข้าไปเองให้จงได้

Tags:
เว็บอ่านนิยาย PDF นิยายจีน นิยายแปล นิยายไม่ติดเหรียญ นิยายวาย นิยายรัก นิยายY https://lnwnovel.com นิยายกำลังภายในสนุกๆ อ่านได้บน IPAD IPhone Android IOS ได้ทุกแพลตฟอร์ม มือถือทุกเครื่อง