จักรพรรดิเชียนตกสวรรค์ 1389

24 มิถุนายน 2019   @admin  

จักรพรรดิเชียนตกสวรรค์ บทที่ 1389

สำนักอริยสัจขึ้นเป็นสำนักใหญ่อันดับหนึ่งและเจ้าเหนือหัวแห่งโลกคุนชาง ระยะเวลานั้นไม่นับว่าสั้นแน่ ๆ

หนึ่งพันกว่าปี

สืบสานมามากกว่าห้ารุ่น

อีกทั้งรากฐานที่พวกเขาสั่งสมกันมาก็ยิ่งอยู่ยิ่งลึก

ตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเขาต่างมีเป้าหมายอันยิ่งใหญ่

เป้าหมายนี้ ไม่ได้ตื้นเขินอย่างการเป็นแค่เจ้าเหนือหัวแน่ ๆ

สิ่งที่พวกเขาต้องการ คือการรวมโลกคุนชางเป็นหนึ่งเดียวกันต่างหาก!

กุมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในมือ ปกครองฟ้าดินเป็นเอกภาพเสมือนฮ่องเต้ในสมัยโบราณกาล

นี่คือเป้าหมายที่มีมาแล้วหลายรุ่น

อีกทั้งพวกเขาเองก็ไม่เคยหยุดที่มุ่งสู่เป้าหมายนี้

ดังนั้น แม้สำนักอริยสัจจะดูวางตัวถ่อมตนมาโดยตลอด แต่ทุกครั้งที่โลกคุนชางเกิดเรื่องใหญ่อะไรขึ้น เงาร่างของสำนักอริยสัจก็ไม่เคยขาดหาย

ยกตัวอย่างเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ที่เกิดการสูญสิ้นของสำนักตุ้นโคง

แม้ดูทรงแล้วผู้ที่เป็นหัวหอกจะเป็นสำนักเต๋าเฉินเซียว แต่ขณะเดียวกันก็มีสำนักอริยสัจร่วมอยู่ภายในด้วย

นอกเหนือจากนี้

ก็ยังมีการแตกหักกันของสำนักปฏิบัติธรรมและสำนักธยานะ

เรื่องนี้ในตอนนั้น นับว่าสะเทือนไปทั่วโลกคุนชาง

บางทีเหตุอาจไม่ใช่เพราะสำนักอริยสัจ อาจเป็นเพียงเพราะแค่ทั้งสองฝั่งเกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในเรื่องหลักปรัชญาที่เห็นไม่ตรงกันก็เป็นได้

ทว่า ในเรื่องราวนั้นก็ยังคงมีเงาของสำนักอริยสัจ

เพราะตอนนั้น สำนักอริยสัจมีบทบาทเป็นผู้ที่คอยไกล่เกลี่ยและเจรจาให้ทั้งสองฝั่ง

ทว่าจะเป็นการไกล่เกลี่ยบังหน้า หรือเป็นการยุยงลับหลัง นั่นก็ไม่อาจล่วงรู้ได้แล้ว

อย่างไรก็ตามแต่

ก่อนที่จะมีสำนักอริยสัจเข้ามาร่วม

สำนักปฏิบัติธรรมและสำนักธยานะ อย่างน้อยต่อหน้าก็ยังคงมีความปรองดองต่อกัน

หรืออย่างน้อยก็ยังไม่ถึงขั้นทะเลาะกันจนใครๆก็รู้กันไปทั่ว

ทว่าการแทรกแซงของสำนักอริยสัจ ทำให้สายตามากมายถูกดึงดูดไปทันที

จากนั้นสำนักปฏิบัติธรรมและสำนักธยานะ ก็ถูกแขวนไว้บนกองไฟ

หลักปรัชญาของสำนักธยานะค่อนข้างมีความพิเศษกว่า จึงตัดสินใจแยกตัวออกจากสำนักปฏิบัติธรรมโดยสิ้นเชิง

ดังนั้นสำนักปฏิบัติธรรมที่แต่เดิมยังพอเทียบกับสำนักอริยสัจได้อย่างสูสี หลังจากที่สำนักธยานะแยกตัวออกไป ก็ทำให้ศักยภาพพลันตกฮวบลงทันที

ยังมีสำนักฉิวซานและสำนักจวู้หลิง

สองสำนักนี้ แต่เดิมก็ถือเป็นหนึ่งในเก้าสำนักใหญ่

ตอนนั้นที่ยังไม่แบ่งแยกออกจากกัน ก็นับว่าเป็นหนึ่งในเก้าสำนักใหญ่ อีกทั้งยังเป็นสำนักที่แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่งในบรรดาเก้าสำนัก

นอกจากนี้ วิชาของสำนักนี้เองก็ตรงไปตรงมาและเผด็จการเป็นอย่างมาก

เกณฑ์สำหรับพรสวรรค์ของผู้บำเพ็ญเซียนเองก็ไม่ได้สูงมาก

เน้นฝึกฝนมรรคาร่างกายเป็นหลัก

นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้สำนักอริยสัจเริ่มรู้สึกหวาดหวั่น

เพราะสำนักนี้แข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วเกินไป

แต่ ณ เวลานั้น พวกเขาเองก็มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในเรื่องของหลักปรัชญาด้วยเช่นกัน

มีผู้แข็งแกร่งที่ต้องการลองมรรคาวิญญาณควบคู่ไปกับการฝึกมรรคาร่างกายในเวลาเดียวกัน

เพราะทั้งโลกคุนชางนี้ มรรคาร่างกายของพวกเขานั้นฉกาจแกร่งกล้ายิ่งกว่าใคร ไม่มีสำนักใดเทียบเคียงได้!

หากทวีความเก่งกาจของมรรคาวิญญาณเข้าไปอีก

งั้นพวกเขาก็จะยิ่งแข้งแกร่งมากขึ้น

ทว่านี่เป็นความย้อนแย้งที่ไม่อาจสมดุลกัน

เพราะวิชาฝึกฝนร่างกายนั้นแข็งแกร่งเกินไป ทำให้มรรคาวิญญาณนั้นแทบจะถูกละเลย

หากอยากเดินสายนี้ อุปสรรคนั้นใหญ่เกินไป

ณ ตอนนั้นเอง สำนักอริยสัจก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง

หลังจากนั้นไม่นาน ก็ถูกแบ่งออกเป็นสำนักจวู้หลิงและสำนักฉิวซาน

สำนักหนึ่งฝึกฝนมรรคาร่างกายต่อ ส่วนอีกสำนักก็เริ่มผนวกมรรคาวิญญาณเข้ามาใช้

เดิมทีในช่วงแรกที่เพิ่งแบ่งแยกออกจากกัน สองสำนักนี้ก็ยังอยู่ในเก้าสำนักใหญ่ แต่พอเวลาผ่านพ้นไป พวกเขาก็ตกขบวนออกจากเก้าสำนักใหญ่

อีกทั้งหลายปีมานี้ ก็ไม่อาจฟื้นฟูความรุ่งเรืองขึ้นมาได้อีก

สองสำนัก ไม่ว่าจะสำนักไหนก็ไม่อาจไปถึงระดับเดียวกับเมื่อครั้งยังเป็นหนึ่งเดียวกัน

สำนักนี้ก็นับว่าถูกชำแหละไปโดยปริยาย

ไม่อาจกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก

และไม่อาจเป็นภัยคุกคามต่อสำนักอริยสัจได้อย่างสิ้นเชิง

หากไม่มีเรื่องพวกนี้

ไม่ว่าจะเป็นสำนักปฏิบัติธรรมในตอนนั้น หรือจะเป็นสำนักจวู้หลิงและสำนักฉิวซาน ก็จะส่งผลกระทบอย่างหนักหน่วงต่อตำแหน่งของสำนักอริยสัจ

ทว่าสำนักอริยสัจกลับไม่ให้โอกาสแบบนี้กับพวกเขา

แม้เพียงรู้สึกได้ถึงภัยคุกคามเล็กน้อย ก็จะตัดไฟแต่ต้นลมทันที

ทว่า ไม่ว่าจะสำนักปฏิบัติธรรมก็ดี

หรือจะการรวมเป็นหนึ่งเดียวกันของสำนักจวู้หลิงและสำนักฉิวซานก็ช่าง ก็ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้สำนักอริยสัจหวั่นเกรงได้อย่างแท้จริง

ยิ่งไม่ใช่ภัยคุกคามใหญ่หลวงที่จะขัดขวางให้สำนักอริยสัจรวมโลกคุนชางเป็นหนึ่งเดียวกัน

ตั้งแต่ต้นจนจบ

อุปสรรคที่ใหญ่โตที่สุดในสายตาของพวกเขา มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น

นั่นก็คือสำนักหยุนเยว่ที่ถูกพวกเขาทดแทนตำแหน่ง

ทว่าสำนักหยุนเยว่กลับเสื่อมถอยลง

ค่อยๆเสื่อมถอยไปทีละนิดๆ

สาเหตุก็เป็นเพราะตัวสำนักหยุนเยว่เอง

กระทั่งตอนนั้น ที่หยวนเยว่ออกจากสำนัก และหลังจากที่เสียชีวิต ก็นับว่าผ่านไปเป็นเวลาไม่น้อยแล้ว

แต่ไม่ว่าจะสองเยว่ที่เป็นเจ้าสำนักในตอนนี้ก็ดี หรือจะเป็นสี่เยว่ก็ช่าง

ทั้งสองคนที่เป็นเสมือนสองเสาหลักนี้ ต่างก็ไม่สามารถบรรลุแดนยาทองระดับเก้าได้

การที่ไม่มีพลังต่อสู้ที่นับว่าเป็นพลังระดับชั้นยอดแห่งโลกคุนชาง

ทำให้สำนักอริยสัจมองเห็นโอกาสในที่สุด

ต้องรู้ไว้ว่า โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีตลอดเวลา

หากยังยืดเยื้ออีกต่อไป

แล้วรอให้สำนักหยุนเยว่ปรากฏผู้บำเพ็ญเซียนแดนยาทองระดับเก้าขึ้นมา ถึงตอนนั้นก็จะยิ่งลงมือลำบากมากขึ้น

ไม่อาจดูเบาถึงศักยภาพของสำนักหยุนเยว่เป็นอันขาด

นั่นคือเจ้าเหนือหัวที่ครองตำแหน่งมาเป็นเวลานานนับไม่ถ้วน

จุดนี้ ไม่ใช่สิ่งที่สำนักอริยสัจสามารถเทียบเคียงได้

และคนของสำนักอริยสัจก็เข้าใจจุดนี้ดีที่สุด

แต่ตอนนี้ คือโอกาสอันดีเยี่ยม

แน่นอนว่าก็ต้องคว้าเอาไว้

ใช้หลินชางฉองเป็นข้ออ้าง

หากทำให้สำนักหยุนเยว่สูญสิ้นไปได้ก็ยิ่งดี แต่ถ้าทำไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องสืบสาวรากเหง้าของสำนักหยุนเยว่ให้ละเอียดได้มากที่สุด

นอกหุบเขาหมอกขาว ยังคงมีผู้แข็งแกร่งมารวมตัวกันอย่างต่อเนื่อง

และก็มีผู้บำเพ็ญเซียนไม่น้อยที่มุ่งหน้ามาดูเอาสนุก

คนพวกนี้หลังจากที่ออกจากการแย่งชิงสมบัติในสุดหล้าทะเล ก็ต่างแยกย้ายไปทางใครทางมัน

มีไม่น้อยเหมือนกันที่มาเยือนที่นี่

มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นที่สำนักหยุนเยว่ขนาดนี้ แน่นอนว่าไม่มีทางที่จะไม่มาอยู่แล้ว

ณ เวลานี้ คนบางส่วนก็เริ่มอดไม่ได้ที่จะเผยแววกังวล

ช่วงนี้ โลกคุนชางไม่ค่อยสงบสุขเสียจริงๆด้วย

มีแนวโน้มที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

ไม่นาน นอกหุบเขาหมอกขาว ก็มีผู้คนนับพันมารวมตัวกัน

กระทั่งมีผู้บำเพ็ญเซียนที่ยังไม่บรรลุแดนยาทองมาด้วยไม่น้อย

แต่ผู้ที่เป็นหัวหอกก็ยังคงเป็นสองเจ้าสำนักแห่งสำนักอริยสัจและสำนักเทียนหยุน

ณ เวลานี้

เจ้าสำนักอริยสัจเหลือบมองเสิ่นฉงที่อยู่ด้านหลังแวบหนึ่ง

เสิ่นฉงรีบก้าวขาออกมาทันที พลันตะโกนเอ่ยเสียงก้องไปทางด้านในหมอกขาวว่า “สำนักหยุนเยว่ ออกมาพบหน้าซะ!”

เสียงของเธอลั่นสะเทือนฟ้า ทำให้หมอกขาวที่ลอยอยู่เหนือหุบเขาก็พลันสั่นสะเทือนไปด้วย

ทว่าไม่นานก็กลับไปเป็นดังเดิม

ชั่ววินาทีที่เสียงเธอดังลั่นขึ้น ภายในสำนักหยุนเยว่ ไม่ว่าจะเป็นสองเยว่ที่อยู่นอกหอว่างหยุน หรือพวกสามเยว่กับห้าเยว่ที่อยู่ในตำหนักหลัก ก็ลืมตาขึ้นอย่างฉับพลัน

เสียงนี้ พวกเธอรู้ว่าเป็นใคร!

พวกสามเยว่และห้าเยว่หันมาสบตากันครู่หนึ่ง พลันเหาะเหินออกจากตำหนักหลักไปยังหอว่างหยุนทันที

สองเยว่เองก็ลุกขึ้นยืน พลันเผยสีหน้าเคร่งขรึม

ทันใดนั้น ก็มีศิษย์เสื้อคลุมยาวสีเขียวคนหนึ่งเหาะเหินมาอย่างเร่งรีบ ก่อนจะโค้งคำนับสองเยว่ แล้วเอ่ยเสียงร้อนรนว่า “เจ้าสำนัก นอกประตูทางเข้ามีผู้แข็งแกร่งมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก!”

“นำโดยสำนักอริยสัจและสำนักเทียนหยุน!”

“อีกทั้งยังมีสำนักเต๋าเฉินเซียว สำนักฉีซาน และสำนักสิบแปดเต๋าบางส่วน ตอนนี้ต่างอยู่ที่นี่กันหมดแล้ว!”

“พวกเขาต้องการให้คนของสำนักเราออกไปพบหน้า!”

พวกสองเยว่ได้ยินดังนั้น ต่างก็อดรู้สึกสันหลังเย็นเยียบไม่ได้

พลางเผยสีหน้าหม่นหมอง

สองเยว่เอ่ยเสียงขรึมว่า “มาเร็วเสียจริง!”

Tags:
เว็บอ่านนิยาย PDF นิยายจีน นิยายแปล นิยายไม่ติดเหรียญ นิยายวาย นิยายรัก นิยายY https://lnwnovel.com นิยายกำลังภายในสนุกๆ อ่านได้บน IPAD IPhone Android IOS ได้ทุกแพลตฟอร์ม มือถือทุกเครื่อง