จักรพรรดิเชียนตกสวรรค์ 1221

8 พฤษภาคม 2019   @admin  

จักรพรรดิเชียนตกสวรรค์ บทที่ 1221

“บอกมา ว่าคุณเป็นใครกันแน่? คุณมาจากไหนกันแน่?”

“ทำไมถึงรู้เรื่องที่เหลือเชื่อพวกนั้นมากขนาดนี้!”

“ทำไมแม้แต่เผ่ามังกรคุณยังรู้มากขนาดนี้เลย!”

“นี่ยังไม่เท่าไหร่ แต่คุณถึงกับยังมีวิชาฝึกของวิญญาณอาฆาตอีกด้วย!”

“วิชาพินาศนิรยเหรอ?”

“ไม่ว่าจะเป็นชื่อของวิชานี้ หรือว่าจะเป็นวิธีที่คุณถ่ายทอดมา ก็มากพอที่จะบอกได้ว่า มันจะต้องเป็นวิชาฝึกฝนที่แข็งแกร่งมากจนเหลือเชื่อวิชาหนึ่ง!”

“ถ้าเป็นวิชาฝึกฝนธรรมดาละก็ ไม่จำเป็นจะต้องใช้จิตสำนึกในการถ่ายทอดวิชาเลย!”

“คุณสารภาพออกมาซะดีๆ คุณเป็นใครกันแน่?”

สำหรับความอยากรู้อยากเห็นในตัวของหลินหยุนนั้น ซิงเฟยทางนี้ก็ได้จุดประกายความสนใจขึ้นอย่างถึงที่สุดแล้ว

สำหรับหลินหยุนนั้น เธอรู้สึกแปลกใจมากจริงๆ!

หลังจากที่ได้สัมผัสใกล้ชิดกับหลินหยุนยิ่งนานวันก็ลึกซึ้งมากขึ้น เธอคิดว่าเธอสามารถที่จะเข้าใจหลินหยุนได้ดียิ่งขึ้น

แต่กลับนึกไม่ถึงว่า กลับตรงกันข้ามกับความคิดของเธอโดยสิ้นเชิง

ไม่เพียงแต่ไม่ได้เข้าใจมากขึ้นแล้ว กลับรู้สึกว่าหลินหยุนยิ่งลึกลับมากขึ้นอีกด้วย

ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจแล้ว วันนี้จะต้องเค้นเอาความลับในตัวของหลินหยุนออกมาให้หมด ไม่งั้นก็จะไม่ยอมรามือเด็ดขาด!

เห็นท่าทางที่ซิงเฟยทำตาเขม็งใส่อย่างดุดัน หลินหยุนก็พูดอะไรไม่ออก

ได้แต่ทำตาถลนใส่เธอ แต่ไม่พูดอะไร

ซิงเฟยราวกับถูกทำร้ายอย่างแสนสาหัส บันดาลโทสะขึ้นมาทันที

“เออดีนะ คุณยังจะมาทำตาถลนใส่อีกเหรอ? เก่งมากนักสิ!”

“คุณไม่ใช่เย่อหยิ่งจองหองมากเหรอ?”

“นิสัยคุณไม่ใช่เยือกเย็นมากนักเหรอ?”

“แล้วยังไง คนที่เย่อหยิ่งขนาดนี้ คนที่เยือกเย็นขนาดนี้ ก็ยังรู้จักทำตาถลนใส่คนอื่นด้วยเหรอ?”

“รีบบอกมาเลย! ฉันขอบอกคุณไว้ก่อนเลยนะ อย่าคิดว่าจะทำมั่วผ่านไปแบบนี้ และอย่าคิดว่า ไม่ยอมพูดอะไรออกมาแล้วเรื่องก็จะจบลงด้วย!”

“ฉันบอกคุณเลย เป็นไปไม่ได้!”

“วันนี้คุณจะต้องเปิดเผยความลับในตัวของคุณออกมาให้หมด!”

ซิงเฟยเชิดหน้าจนคางชี้ขึ้นฟ้า แทบจะใช้จมูกมองดูหลินหยุน

หน้าอกที่เต่งตึงคู่นั้น ก็ตั้งชันสูงขึ้นเช่นกัน

ตอนนี้ ห่างจากหน้าอกของหลินหยุน ประมาณเพียงแค่ 0.03 เซนติเมตรเท่านั้นเอง………

หลินหยุนพูดอะไรไม่ออกอีกครั้ง

มองไปยังซิงเฟยอย่างจริงจังแล้วพูดว่า “ถ้าหากที่นี่เป็นที่อื่นละก็ พฤติกรรมของคุณแบบนี้ เกรงว่าคงตายไปหมื่นครั้งแล้วล่ะ!”

ซิงเฟยไม่ฟังเหตุผลใดเลย ทำเสียงฮื่อใส่แล้วพูดว่า “ยังไงฉันก็ไม่สน! คุณจะต้องบอกฉันมา!”

หลินหยุนเอามือของซิงเฟยที่วางอยู่บนแขนของเขาลงไป

ส่ายหน้าเล็กน้อย แล้วพูดอย่างเรียบๆว่า “ไม่มีเรื่องอะไรที่คุณสามารถทำได้ดั่งใจทุกอย่างตามที่ตัวเองต้องการหรอก!”

อย่าว่าแต่ซิงเฟยเลย ต่อให้เป็นเขาเอง ที่เป็นถึงกษัตริย์เซียนเมื่อชาติที่แล้ว ก็ยังเป็นเช่นนี้เหมือนกันเลย!

หยุดชะงักไปสักครู่ หลินหยุนก็พูดว่า “ถ้าหากคุณอยากรู้จริงๆ งั้นก็ต้องรอให้ตอนที่คุณสามารถสู้ชนะฉันได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน!”

ซิงเฟยได้ยินดังนั้น ก็เหลือบตามองบนทันที พูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “งั้นก็ต้องรอชาติหน้าตอนบ่ายๆแล้วมั้ง? สงสัยรอให้ฉันตายแล้วก็ยังไม่รู้เลย!”

หลินหยุนก็ขมวดคิ้ว พูดด้วยสีหน้าบึ้งตึงว่า “ถ้าความเชื่อมั่นแค่นี้ก็ยังไม่มีเลย งั้นคุณก็ไม่ต้องฝึกฝนอีกต่อไปแล้ว!”

พูดพลางก็นั่งขัดสมาธิลง แล้วสำรวจดูเกล็ดมังกรที่อยู่ในมืออย่างละเอียดถี่ถ้วน

ซิงเฟยโกรธจนควันออกหู แต่ก็ทำอะไรหลินหยุนไม่ได้

นอกจากอาละวาดแล้ว เธอก็ไม่มีวิธีอื่นอีกแล้ว

จะสู้กับเขาก็สู้ไม่ได้ อาละวาดก็ไม่ได้ผล จึงต้องจำยอมเลิกราไปด้วยความคับแค้นใจ

หลินหยุนสัมผัสหยั่งรู้เกล็ดมังกรสักพักหนึ่ง เงยหน้าขึ้นมองไปยังซิงเฟยแล้วถามว่า “รู้ไหมว่าข้างหน้ามีเมืองใหญ่อะไรอยู่หรือเปล่า?”

“ไม่รู้!”

ซิงเฟยทำตาค้อนใส่หลินหยุนด้วยความโกรธ แล้วสะบัดหน้าไปทางอื่น

“เลิกเล่นได้แล้ว ฉันต้องการหาซื้อของบางอย่าง!”

“ถ้าเป็นตลาดในเมืองเล็กๆ คงหาซื้อไม่ได้”

ซิงเฟยเบ้ปากแต่ก็หายโกรธลงบ้างแล้วจึงพูดว่า “จากนี้ไปอีกหลายร้อยลี้ ออกจากเทือกเขานี้ไปก็จะมีเมืองเล็กๆเมืองหนึ่ง ชื่ออะไรฉันก็จำไม่ได้แล้ว!”

“แต่ว่า ถ้าคุณคิดอยากจะซื้อของที่มันมีระดับสูงละก็ คงหาซื้อไม่ได้หรอก!”

“ถ้าพูดถึงเมืองใหญ่จริงๆละก็ งั้นต้องรอให้พวกเราไปถึงเมืองซิงหงก่อน!”

“แต่ถ้าจะไปเมืองซิงหง คงต้องใช้เวลาอีกประมาณสิบวัน”

“ถ้าเดินทางจากเมืองซิงหงไปอีกครึ่งเดือน ก็คงจะถึงเมืองเทียนหยุนแล้ว

“เมื่อไปถึงเมืองเทียนหยุน ก็ถือได้ว่าได้ก้าวเข้าไปในเขตของสำนักเทียนหยุนแล้ว”

หลินหยุนได้ยินดังนั้น พยักหน้าเล็กน้อย แต่ก็ไม่พูดอะไรอีก

เก็บเกล็ดมังกรไว้ จากนั้นก็นั่งสมาธิต่อไป

หลังจากสิบวันผ่านไปแล้ว

ด้านหน้าของพวกเขาทั้งสองก็มีเมืองใหญ่โตมโหฬารเมืองหนึ่งปรากฏอยู่ตรงหน้าจริงๆ

เมืองนี้ยังใหญ่โตกว่าเมืองใหญ่อย่างมี่หยุน ชิงเฟิง และเทียนเฟิงอีกมากเลยทีเดียว

มิหนำซ้ำต่อให้เป็นเมืองสุริยันที่เป็นที่อยู่ของสำนักสุริยันนั้น เมื่อเปรียบเทียบแล้ว ก็ยังเล็กกว่าเล็กน้อยอีกด้วย

ความใหญ่โตมโหฬารที่ตระการตา ดูราวกับเป็นสัตว์อสูรตัวหนึ่ง กำลังหมอบอยู่ตรงพื้น ทำให้เกิดความรู้สึกน่าเกรงขามเป็นอย่างมาก

รถเมฆหยุดลง ทั้งสองคนก็มองไปยังเมืองใหญ่นั้น

ซิงเฟยก็พูดด้วยความตื่นเต้นว่า “นี่ก็คือเมืองซิงหงเหรอ! ใหญ่โตมากจริงๆ ยิ่งใหญ่มโหฬารมากเลย! ได้ข่าวว่าเมืองเทียนหยุนนั้น ยังใหญ่โตกว่าเมืองซิงหงด้วยซ้ำไป!”

หลินหยุนกลับไม่ได้มีความรู้สึกตื่นเต้นอะไร เมืองลักษณะแบบนี้สำหรับเขาแล้ว ไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้นเลย

เมื่อชาติที่แล้วบนโลกบําเพ็ญเซียน ก็มีเมืองใหญ่ที่ใหญ่กว่านี้หลายพันหลายหมื่นเท่าอีกเป็นจำนวนมากจนนับไม่ถ้วน

มิหนำซ้ำยังมีเมืองใหญ่โบราณ ที่มีจำนวนประชากรมากถึงร้อยล้านคนอีกด้วย

หลินหยุนพูดอย่างเรียบๆว่า “ไป เข้าเมืองกันเถอะ!”

ซิงเฟยเบ้ปาก แล้วขับเคลื่อนรถเมฆมุ่งหน้าไปยังเมืองใหญ่นั้น

หลังจากเก็บรถเมฆไว้แล้ว ก็เดินเท้าเข้าไปในเมือง

ทั้งสองคนก็มุ่งหน้าไปยังตลาดในเมืองซิงหง

หลินหยุนต้องการจะหาซื้อวัตถุดิบหลายอย่าง เขาคิดจะใช้เกล็ดมังกรของมังกรมืดที่อยู่ในตัวของเขานี้ มาหลอมของวิเศษที่ใช้เหาะหนีชิ้นหนึ่ง

ตอนนี้พวกเขาเดินทางด้วยร่างกายที่เหาะเหินเดินอากาศ ความเร็วก็ช้าเกินไปจริงๆ

โดยเฉพาะในขณะที่กำลังต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งอยู่นั้น หากเกิดอันตรายขึ้นมา แม้แต่จะหนีเอาตัวรอดเขาก็ทำได้ยากลำบากมากเลย

ถึงแม้ว่าเขามั่นใจในพลังฝึกฝนของตัวเองมากก็ตาม

แต่ในฐานะที่เป็นกษัตริย์เซียน จะไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองต้องเสียโอกาสไปได้เลย

ประสบการณ์ทั้งหมดในชาติที่แล้วทำให้เขาเข้าใจว่า ไม่ว่าเวลาไหนก็ตาม ต้องเหลือไพ่ใบสุดท้ายไว้บ้าง จึงจะสามารถรักษาชีวิตตัวเองไว้ได้

เมื่อรักษาชีวิตตัวเองไว้ได้แล้วจึงจะมีโอกาสส่งเสียงพูดออกมาได้

เมื่อชาติที่แล้วหลินหยุนก็ทำเช่นนี้ จึงจะสามารถเป็นกษัตริย์เซียนได้ในที่สุด

เมื่อกลับชาติมาเกิดในชาตินี้แล้ว ก็ย่อมต้องเป็นเช่นนี้ ที่จะต้องพยายามเก็บรวบรวมไพ่ใบสุดท้ายไว้อย่างไม่หยุดหย่อน

แน่นอน เกล็ดมังกรของมังกรมืดชิ้นนี้หาได้ยากยิ่งนัก

ถ้าหากเพียงแค่ต้องการหลอมของวิเศษที่ใช้เหาะหนีชิ้นหนึ่งละก็ ไม่จำเป็นต้องใช้ วัตถุดิบอื่นอีกแล้ว

หลินหยุนคิดอยากจะเพิ่มพลังให้กับของวิเศษที่ใช้เหาะหนีมากขึ้น ดังนั้นจึงต้องการซื้อหาวัตถุดิบบางอย่าง

ทั้งสองคนก็เดินไปตลาดขนาดใหญ่สี่ห้าแห่งแล้ว ในที่สุดก็หาซื้อวัตถุดิบหลายชนิดตามที่ต้องการได้แล้ว

หลังจากนั้นก็ไปหาโรงเตี๊ยมสำหรับผู้บำเพ็ญเซียนโดยเฉพาะ

ทั้งสองเข้าไปในห้องแล้ว หลินหยุนก็วางค่ายกลไว้ทันที จากนั้นก็นั่งขัดสมาธิลง

แล้วหยิบเอาเกล็ดมังกรและยังมีวัตถุดิบหลายชนิดที่เพิ่งหาซื้อมาได้ออกมาจนหมด

ซิงเฟยก็ถามขึ้นว่า “คุณบอกว่าคุณต้องการหลอมเครื่องรางเหรอ? คุณคงไม่ใช่จะเอาจริงใช่ไหม?” คุณหลอมเครื่องรางได้จริงเหรอ?”

ในระหว่างที่หาซื้อวัตถุดิบนั้น หลินหยุนบอกว่าจะเอาไปใช้กับเกล็ดมังกรในการหลอมเครื่องราง ซิงเฟยก็ยังไม่เชื่อ

ตอนนี้ แม้แต่วัตถุดิบจำเป็นที่จะต้องใช้ก็ได้หาซื้อมาครบแล้ว มิหนำซ้ำหลินหยุนก็กำลังลงมือแล้ว เธอก็ยังไม่ยอมเชื่ออีก

พูดเป็นเล่นไป หลอมเครื่องรางเหรอ?

นักหลอมเครื่องรางคนไหนไม่ใช่อายุแก่ขนาดเจ็ดแปดสิบปีกันทั้งนั้นล่ะ!

ถ้ามองในอีกแง่หนึ่ง การหลอมเครื่องรางก็ยังยุ่งยากกว่าการกลั่นยาเสียอีก

อีกอย่าง นั่นจะต้องใช้วัตถุดิบนับพันนับหมื่นชิ้นมากองรวมกันด้วยซ้ำไป

หลินหยุนเพิ่งจะอายุเท่าไหร่?

เขาสามารถหลอมเครื่องรางได้เหรอ?

Tags:
เว็บอ่านนิยาย PDF นิยายจีน นิยายแปล นิยายไม่ติดเหรียญ นิยายวาย นิยายรัก นิยายY https://lnwnovel.com นิยายกำลังภายในสนุกๆ อ่านได้บน IPAD IPhone Android IOS ได้ทุกแพลตฟอร์ม มือถือทุกเครื่อง