จักรพรรดิเชียนตกสวรรค์ 1127

8 เมษายน 2019   @admin  

จักรพรรดิเชียนตกสวรรค์ บทที่ 1127

ประธานาธิบดีและท่านหงล้วนขมวดคิ้วขึ้นมา

ท่านหงลุกขึ้นยืนและตะโกนอย่างโกรธเคือง “พวกนายหมายความว่ายังไง? สถานการณ์ตอนนี้ พูดได้ว่าโลกมนุษย์ของเรากำลังตกอยู่ในอันตรายแล้ว!”

“แต่พวกนายกลับยังกล้ามาบ่ายเบี่ยงอยู่ที่นี่อีก?”

ผู้นำตระกูลจ้าวไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย เขาเอ่ย “ท่านหง คุณพูดจาออกจะลำเอียงไปหน่อยแล้ว!”

“แม้ว่าสี่ตระกูลใหญ่ของเราจะมีความสัมพันธ์บางอย่างกับตระกูลผู้พิทักษ์ในโลกบู๊โบราณอยู่บ้าง!”

“แต่ถึงคนอื่นจะไม่รู้ก็แล้วไป แต่คุณกับท่านประธานาธิบดียังไม่เข้าใจอีกหรือ?”

“ถ้าพูดให้ดูดีก็บอกว่าพวกเราเป็นตัวแทนของตระกูลผู้พิทักษ์ แต่ความจริงล่ะ? ตระกูลผู้พิทักษ์นั้นไหนเลยจะมาสนใจพวกเรา?”

“พวกเรามีสิทธิ์ที่จะสั่งไปให้คนของตระกูลผู้พิทักษ์ทำสิ่งต่าง ๆ ได้ที่ไหนกัน?”

“คุณช่างยกยอพวกเรามากเกินไป!”

ผู้นำตระกูลหลิวเองก็ยังกล่าวอีกว่า “ใช่แล้ว! พวกเรานั้นมีใจ แต่กลับไร้กำลัง!”

ผู้นำตระกูลจางเองก็เอ่ย “พี่จ้าวพูดถูก! พวกเราไม่สามารถออกคำสั่งตระกูลผู้พิทักษ์ได้! เว้นแต่เราจะไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว!”

“นอกจากนี้ ต่อให้ผนึกอาคมจะแตกจริงๆ การเปิดประตูเซียนก็อาจไม่ทำให้เกิดปัญหามากนักก็ได้!”

“ท่านประธานาธิบดี ผมว่าอย่าได้ไปสนใจเรื่องพวกนี้เลย!”

“คนของประตูเซียนออกมาแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้จะทำอะไร!”

“อีกทั้งในเวลานั้น พวกเขาก็จะต้องกระจายประตูเซียนไปในหมู่ชาวจีนของเราอย่างแน่นอน ในเวลานั้นคนจีนทุกคนจะฝึกตน สักวันจะกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก!”

หวางโส่วหลี่นั่งอยู่ด้านล่าง หลังจากเข้ามาแล้วเขาก็ไม่ได้พูดอะไรมากนัก

ท้ายที่สุดแล้วเขาที่เป็นผู้นำตระกูลหวางคนใหม่ เมื่อเทียบกับบิดาของเขาหวางจิงหลงแล้วก็ยังแย่กว่ามาก

ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลหวางในปัจจุบันไม่ใช่ตระกูลหวางในตอนนั้นอีกต่อไป

ก่อนหน้านี้พวกเขาก็ยังตัดสินใจที่จะผูกสัมพันธ์กับสำนักฉีเทียน

โชคดีที่เมื่อเห็นสถานการณ์เริ่มเลวร้าย หวางเจ๋อก็รีบหนีไปอย่างเด็ดขาด ดังนั้นจึงไม่ได้ถูกหลินหยุนจับได้

แต่ในเวลานี้หลินหยุนอยู่ตรงหน้าเขา แม้ว่าเขาจะนั่งอยู่ที่นั่นโดยไม่เคลื่อนไหวและไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ บนใบหน้า แต่ก็ยังสร้างความกดดันให้หวางโส่วหลี่อย่างมาก

แต่ในเวลานี้ หวางโส่วหลี่ยังคงเอ่ยปากขึ้น “ผมคิดว่าที่ผู้นำตระกูลจางกล่าวนั้นไม่เลว! คนในประตูเซียนออกมาก็ควรรู้จักเหตุผลและกฎเกณฑ์อยู่แล้ว! พวกเราไม่ต้องตื่นตระหนกไป!”

เมื่อได้ฟังดังนั้น ท่านหงก็เอ่ยเย้ยหยัน “ไร้เดียงสา! พวกนายช่างไร้เดียงสาจนถึงขีดสุด!”

“หากไม่ได้ไร้เดียงสา ก็คงต้องบอกว่าโง่จนบ้า!”

“ปล่อยให้คนในประตูเซียนออกมางั้นเหรอ?”

“คนสองคนนั้นจากสำนักฉีเทียนพวกนายไม่เห็นหรือไง?”

“พวกนายตาบอดหรือไงกัน?”

“แค่คนเพียงสองคน พวกเราก็ไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว!”

“ถ้าไม่ใช่เพราะหลินหยุน ตอนนี้ทั่วจีนคงเละเป็นโจ๊กไปแล้ว!”

“หรือว่าพวกนายไม่เห็นเรื่องทั้งหมดนี่บ้างเลยหรือไง?”

ผู้นำตระกูลจ้าวเอ่ย “ท่านหง อย่าได้โมโหขนาดนี้เลย!”

“ดูเหมือนว่าจะมีอันตรายอยู่บ้างจริงๆ และมีผลกระทบต่อโลกมนุษย์ของเรา!”

“แต่ว่าผู้นำตระกูลจางและตระกูลหลิวเองก็พูดถึงเรื่องที่อาจเป็นไปได้นี้!”

“ตอนนี้พวกเราไม่ได้กำลังหารือกันหรอกหรือ?”

“นี่เป็นสองทางเลือก หากเราไม่สามารถผนึกอาคมให้มีเสถียรภาพได้ อย่างนั้นเราก็ควรเตรียมตัวให้พร้อม!”

“ส่วนเรื่องการหาของ…”

“พวกเราสี่ตระกูลหมดหนทางจริงๆ!”

“ส่วนเหตุผล ก็อย่างที่บอกไปเมื่อครู่!”

ผู้นำตระกูลจางเหลือบมองหลินหยุนโดยไม่ได้ตั้งใจ จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ท่านประธานาธิบดี ท่านหง ผมว่าเรื่องนี้ ใครก่อขึ้นคนนั้นก็ควรเป็นคนแก้ไข!”

ประธานาธิบดีที่ไม่ได้เอ่ยอะไรมาตลอดสูดลมหายใจเข้าลึกและเอ่ย “พวกนายบางคนต้องการให้ประตูเซียนเปิดออก ไม่เข้าใจสถานการณ์ก็ถือว่าเข้าใจได้อยู่บ้าง ฉันไม่โทษพวกนาย!”

“แต่ฉันจำเป็นต้องบอกพวกนายว่า หากประตูเซียนถูกเปิดออกจริงๆ ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร!”

“คุณโม่เฉิน ในฐานะคนของโม่เหมิน ช่วยมาอธิบายให้พวกเขาฟังอีกครั้งเถอะ!”

โม่เฉินพยักหน้าและยืนขึ้น

“ได้! อย่างที่ทุกคนรู้ ในตอนนั้นปรมาจารย์เฉินเคยไปที่โลกบู๊โบราณ!”

“เหตุผลที่ปรมาจารย์เฉินยังคงเหลือสี่ตระกูลผู้พิทักษ์เอาไว้นั้น เป็นเพราะว่าค่ายกลสี่พิทักษ์คือการดำรงอยู่ของประตูเซียนที่ถูกผนึกไว้!”

“เมื่อประตูเซียนเปิดออก มันจะทำลายระเบียบของโลกมนุษย์ลง การเห็นชีวิตมนุษย์เป็นเพียงเศษหญ้านั้นถือเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ!”

“สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ บำเพ็ญฝึกฝนของคนในประตูเซียนจะดูดซับพลังทิพย์ของโลกทั้งใบไปอย่างมหาศาล!”

“ตอนนี้แต่เดิมพลังทิพย์ของโลกเราก็บางมากอยู่แล้ว ถ้าคนที่อยู่ในประตูเซียนออกมา พวกเขาก็จะดูดซับพลังทิพย์ทั้งหมดที่เหลืออยู่ไม่มากแล้วไป และเมื่อถึงเวลานั้น ชีวิตบนโลกใบนี้ก็จะมาถึงจุดจบ!”

คำพูดของโม่เฉินเปลี่ยนสีหน้าของผู้นำตระกูลทั้งสี่ไปทันที

แต่ในไม่ช้าก็เกิดความสงสัยขึ้นในสายตาของพวกเขาอยู่บ้าง เห็นได้ชัดว่ากำลังสงสัยว่าคำพูดของโม่เฉิน!

แน่นอนว่าโม่เฉินเองก็เห็นเหมือนกัน เขาพูดอย่างเคร่งขรึม “ตอนนี้ปรมาจารย์เฉินทิ้งให้ฉันเป็นผู้สืบทอดสำนักโม่เหมิน ทั้งหมดก็เพื่อประโยชน์ของมนุษย์ในโลก ผู้นำตระกูลทุกท่าน ไม่จำเป็นต้องสงสัยในคำพูดของฉัน!”

ผู้นำตระกูลจ้าวเอ่ยขึ้น “แน่นอนว่าพวกเราไม่สงสัยในตัวคุณโม่เฉิน! เพียงแต่เรื่องการหาของนั้นพวกเราไร้หนทางจริงๆ!”

“ฉันคิดว่าสิ่งที่พี่จางเพิ่งพูดไปเมื่อครู่ สมเหตุสมผลอยู่บ้าง!”

“ใครเป็นคนสร้างปัญหาก็ต้องเป็นคนแก้ ถึงจะถูก!”

หลินหยุนนั่งอยู่ด้านหนึ่งมาตลอด

เขาย่อมรู้ดีว่าผู้นำตระกูลทั้งสี่หมายถึงอะไร!

การมาประชุมที่ไร้ความหมายแบบนี้ แทบจะเป็นการเสียเวลาเปล่า!

หลินหยุนลุกขึ้นและมองไปที่ประธานาธิบดีและท่านหง จากนั้นก็เอ่ย “ในเมื่อเป็นแบบนี้ ฉันไม่คิดว่าจำเป็นต้องประชุมต่อไปอีก!”

ขณะที่เขาพูด ดวงตาที่เย็นชาของเขาก็มองไปยังผู้นำตระกูลที่เจ้าคิด

“เรื่องนี้ เกิดจากฉันหลินชางฉองจริงๆ การปิดผนึกค่ายกลสี่พิทักษ์ใหม่สำหรับฉันไม่ใช่เรื่องยากอะไร!”

“อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ฉันปิดผนึกในครั้งนี้ไปแล้ว สิ่งเรียกว่าตระกูลผู้พิทักษ์ ฉันคิดว่าไม่จำเป็นที่จะต้องดำรงอยู่อีกต่อไป!”

หลินหยุนมองไปที่ประธานาธิบดีและท่านหงและเอ่ย “ฉันว่า ถึงเวลาแล้วที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนต้องจัดระเบียบใหม่! การเก็บพวกเขาที่เป็นตัวถ่วงแบบนี้ ไม่มีประโยชน์อะไรเลยสักนิด!”

เมื่อพูดจบ ร่างของหลินหยุนก็หายไปจากตรงนั้นทันที

ทุกตระกูลใหญ่ล้วนมีสีหน้าแดงก่ำขึ้นมา แม้ในใจจะโกรธ แต่กลับไม่กล้าพูดอะไร

โลกบู๊โบราณ สำนักเป่ยเฉิน

สำนักนี้ ไม่ได้เป็นที่รู้จักในโลกบู๊โบราณ

แต่กลับเป็นสำนักที่ได้รับการสืบทอดมาค่อนข้างยาวนาน

ความแข็งแกร่งไม่มากนัก ในสำนักทั้งหมด ไม่มีผู้แข็งแกร่งที่ก้าวเข้าแดนเทพ

หลินหยุนปรากฏตัวที่เชิงเขาเป่ยเฉินที่ไม่ได้สูงมากนัก

เขาไม่รีบร้อนขึ้นไป หลังจากรอไปสักครู่ ร่างของโม่เฉินก็วาบขึ้นเช่นกัน

เมื่อเห็นว่าใบหน้าของหลินหยุนไม่แดงไม่หอบ อีกทั้งยังสงบอย่างยิ่ง ในใจของโม่เฉินก็อดหัวเราะอย่างขมขื่นไม่ได้

“คุณหลิน หรือว่าสำนักเป่ยเฉินมีของที่ใช้หลอมเครื่องรางอยู่!”

“ถึงแม้ว่าสำนักนี้จะไม่ใหญ่นัก แต่ก็เคยมีนักหลอมเครื่องรางที่ไม่เลวอยู่คนหนึ่ง!”

หลินหยุนพยักหน้าและเอ่ยเสียงเรียบ “เข้าไปข้างในกันเถอะ!”

ทั้งสองคนเดินขึ้นไปบนภูเขา ระหว่างทางไม่มีศิษย์ของสำนักปรากฏขึ้นเลยสักคน

นี่ทำให้ทั้งสองคนรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง

เมื่อขึ้นไปบนยอดเขาและเข้าประตูสำนักไปข้างใน ก็ยังไม่เห็นเงาใคร

โม่เฉินพูดอย่างแปลกใจว่า “ทำไมสำนักนี้ถึงได้ว่างเปล่าไร้ผู้คน?”

แต่หลินหยุนกลับไม่คิดอย่างนั้นและกล่าวว่า “ในเมื่อไม่มีคน ก็ลองหาดูด้วยตนเองกันเถอะ!”

ทั้งสองคนค้นหาไปในสำนักเป่ยเฉินอย่างละเอียด

เกิดเป็นความเงียบขึ้นกะทันหัน

สำนักเป่ยเฉิน ราวกับถูกปล้นไปจนหมด

ทั้งสำนักไม่พบแม้กระทั่งเส้นผมสักเส้น และยิ่งไม่ต้องพูดถึงของที่ใช้สำหรับหลอมเครื่องราง

Tags:
เว็บอ่านนิยาย PDF นิยายจีน นิยายแปล นิยายไม่ติดเหรียญ นิยายวาย นิยายรัก นิยายY https://lnwnovel.com นิยายกำลังภายในสนุกๆ อ่านได้บน IPAD IPhone Android IOS ได้ทุกแพลตฟอร์ม มือถือทุกเครื่อง