ข้าคือหงส์พันปี 566

10 พฤศจิกายน 2019   @admin  

ข้าคือหงส์พันปี – ตอนที่ 566 ท่านเจ็บหรือไม่ ข้าเคยปลอบใจท่านได้บ้างหรือไม่?

ซูเจ๋อมองหน้าเธอเป็นเวลานาน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเปิดเผยอารมณ์โศกเศร้าออกมาต่อหน้าเธอ เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาว่า “อาเสียน แล้วท่านจะให้ข้าทำเช่นไรได้?”

เฉินเสียนค่อยๆเปิดเสื้อของซูเจ๋อออกอย่างไร้เรี่ยวแรง ลูบไล้ไปที่ตามรอยพับที่เสื้อเขาอย่างเบาๆ พูดเสียงแข็งขึ้นว่า “ใช่ ข้าจะไปให้ท่านทำอะไรได้ ถึงอย่างไรก็เป็นเช่นนี้แล้ว มันยังมีอะไรที่เลวร้ายกว่านี้อีกหรือไม่?”

ซูเจ๋อตอบเธอว่า “ถ้าเกิดมีหล่ะก็ ท่านก็จำเอาไว้ว่าต้องมีสติเพื่อรับมือกับมันให้ได้”

ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด ผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าทำให้เธอหลงรักเขามาก และโกรธเกลียดไม่ลง

เฉินเสียนเงยหน้า ชำเลืองมองด้วยดวงตาที่ชุ่มชื้นแล้วเอ่ยว่า “ใต้เท้าซู ท่านรู้จักการปลอบใจคนอื่นบ้างหรือไม่?”

ซูเจ๋อขมวดคิ้วอันเรียวยาวของเขา ใช้ความคิดแล้วจึงพูดขึ้นว่า “ขอจักรพรรดินีได้โปรดแสดงให้เห็น”

เฉินเสียนผลักเขาให้ติดไปกับกำแพง แล้วดันร่างกายของตัวเองเข้าไปประกบแนบชิด มือข้างหนึ่งเกี่ยวไว้ที่คอของเขา เงยคางแล้วจูบลงไปอย่างดูดดื่มที่ริมฝีปากของเขา

สองมือของเธอกดแน่นไปที่ไหล่ของซูเจ๋อ โดยไม่สนใจว่าจะบดขยี้ริมฝีปากของเขามากแค่ไหน

ความรู้สึกทุกข์ใจและความเศร้าโศกทั้งหมดนั้น พลั่งพลูออกมาอย่างบ้าคลั่งราวกับมาถึงจุดที่แตกหัก เธอรู้ว่าซูเจ๋อนั้นต้องเก็บกดความทุกข์ของตัวเองเอาไว้มากยิ่งกว่าเธอเสียอีก ร่องรอยที่เกิดจากความโศกเศร้าที่เล็กน้อยถูกเขาเก็บซ่อนเอาไว้อย่างมิดชิด ไม่เคยแสดงออกมาให้ใครได้เห็น

ซูเจ๋อถูกเธอจูบจนเป็นรอยแดงไปถึงหางตา คลื่นใต้น้ำในดวงตานั้นพลั่งพลูออกมาอย่างบ้าคลั่ง

เธอเคลื่อนมือลงมาแตะที่บริเวณหัวใจของเขา น้ำตาคลอแล้วพูดด้วยเสียงที่แหบว่า “ซูเจ๋อ ท่านเจ็บหรือไม่ ข้าเคยปลอบใจท่านได้บ้างหรือไม่? ข้าอยากจะให้ท่านสอนว่าต้องทำอย่างไรถึงจะปลอบใจท่านได้บ้าง”

ซูเจ๋อขยับแนบพิงกับกำแพง หายใจเข้าออกอย่างกระสับกระส่าย เขาหลับตาลง ดูคล้ายกับว่ากำลังพยายามทำให้ตัวเองอยู่ในความสงบนิ่ง แต่ในที่สุดท้ายเขาก็ทำไม่ได้

เฉินเสียนเห็นเพียงแสงแวบในดวงตา จากนั้นหลังของเธอก็กลับแนบชิดกับกำแพง ซูเจ๋อเปลี่ยนจากผู้ถูกกระทำกลายมาเป็นผู้กระทำแทน เขาโน้มตัวลงไปบดขยี้เธอ นัยน์ตาสีดำเข้มดั่งน้ำหมึก แล้วใช้นิ้วลูบไล้ไปที่ขี้ผึ้งทาปากสีแดงบนริมฝีปากของเธอ “อยากจะปลอบใจข้านั้น มันง่ายมาก”

เขาดันเธอแนบชิดกับกำแพง มือข้างหนึ่งจับไว้ที่เอว อีกข้างประคองไว้ที่ท้ายทอยของเธอแล้วก้มลงไปจูบ

เฉินเสียนยื่นมือกอดเกี่ยวด้านหลังเขาไว้ แล้วเขย่งเท้าจูบตอบเขาอย่างดูดดื่ม

มุมเสื้อของชุดเครื่องแบบจักรพรรดิสีเหลืองสดใสพัวพันเข้ากับชุดเครื่องแบบขุนนางสีน้ำเงินงดงามกำลังเติมเต็มซึ่งกันและกัน

เฉินเสียนจูบถึงขั้นที่ปิ่นปักผมหลุดออก ศรีษะของเธอแนบชิดกับกำแพง เชยคางขึ้น เส้นเลือดบริเวณคอที่โผล่เหนือขึ้นมาจากเสื้อเคลื่อนไหวอย่างละเอียดอ่อนทำให้คนนั้นรู้สึกเร้าใจ

ซูเจ๋อเลื่อนนิ้วไปที่บริเวณคอของเธอ แล้วค่อยๆปลดกระดุมของเธอออกทีละเม็ด จนเผยให้เห็นบริเวณหัวไหล่ เขาประคองศรีษะของเธอไว้ แล้วจูบประทับลงไปที่กระดูกไหปลาร้าของเธอ

เขาพูดขึ้นอย่างสุขุมว่า “ คำพูดที่ข้าพูดกับท่านคืนนั้น ท่านยังจำได้หรือไม่”

เฉินเสียนกลั้นลมหายใจอยู่ในลำคอ “ข้าจำไม่ได้แล้ว”

“เช่นนั้นข้าจะพูดอีกรอบ ให้ท่านได้จำขึ้นใจ” ซูเจ๋อกระซิบแนบที่ข้างหูของเธออย่างแผ่วเบาในขณะที่จูบไปด้วย

“ท่านคือผู้หญิงที่ร่วมกราบไหว้ฟ้าดินกับข้า ชั่วชีวิตนี้ข้าจะไม่อนุญาตให้ไปกราบไหว้ฟ้าดินร่วมกับชายใดอีก ไม่แม้แต่จะดื่มเหล้ากับผู้อื่น ไม่แม้แต่ให้ใครได้เข้าใกล้ เมื่อมีคนนอกเข้ามาในบ้านเพียงไม่กี่คน ข้าก็แค่เดินเข้าไปในการแสดงอย่างสั้นๆ ข้าจะไม่ไปไหน แล้วก็จะไม่ทำให้โอกาสสุดท้ายของท่านสูญเสียข้าไป”

เฉินเสียนก็พยายามเปิดเสื้อของเขาออก แล้วประทับรอยจูบสีแดงเอาไว้ที่เสื้อด้านในของเขา

เฉินเสียนกอดศรีษะของเขาไว้ ยิ้มทั้งน้ำตา “ซูเจ๋อ ท่านคิดได้เช่นนั้นจริงหรือ?”

ซูเจ๋อกล่าว “คิดไม่ได้ก็ต้องคิดให้ได้ ใครใช้ให้ภรรยาของข้าเป็นจักรพรรดินีของต้าฉู่กัน” สิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่แค่ความสุขในชั่วขณะแต่มันเป็นชีวิตของเธอในอนาคต

ใครว่าในใจเขาจะไม่เจ็บปวด เขาเพียงแค่ไม่เปิดออกให้ใครได้เห็นก็เท่านั้นเอง

หลังจากนั้นเฉินเสียนจึงไปชำระล้างหน้าล้างตาอีกครั้ง แล้วจัดรูปลักษณ์ภายนอกให้ดี แล้วหันกลับมามองซูเจ๋อ เขายังคงอยู่ในเสื้อผ้าที่เป็นระเบียบเรียบร้อย และมีสีหน้าที่เรียบเฉย ร่องรอยขี้ผึ้งทาปากที่เฉินเสียนได้ฝากเอาไว้บนริมฝีปากของเขาก็ถูกเขาถูออกไปหมดแล้ว เหลือเพียงร่องรอยสีแดงบนเสื้อสีขาวให้เห็นจางๆ ถ้าไม่ทันได้สังเกตบนเสื้อเขาก็ไม่มีที่ทางเห็นได้

บรรยากาศท้องฟ้าตอนที่ออกจากพระตำหนักไท่เหอนั้นสว่างสดใสมาก

เฉินเสียนปรับอารมณ์ให้เข้าสู่ภาวะปกติ พูดอย่างเรียบเฉยว่า “ในเมื่อจะออกไปต้อนรับคนนอก ก็ควรที่ปฏิบัติอย่างสุภาพโดยธรรมชาติ ”

เวลานั้นเหล่าขุนนางข้าราชบริพารทั้งหลายก็ได้พร้อมเพรียงกันที่หน้าประตูวังเพื่อเตรียมตัวออกไปรอต้อนรับเสด็จองค์ชายหกเข้าวังอย่างเรียบร้อยแล้ว เมื่อได้เห็นเฉินเสียนเดินมาพร้อมกับซูเจ๋อ ในใจก็ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือจะถอนหายใจดี

จักรพรรดินิฟังเพียงแค่คำพูดของราชครู และมีแค่ราชครูเท่านั้นที่สามารถเชิญพระองค์เสด็จออกมาได้

เรื่องอื่นยังไม่ต้องพูดถึง โชคดีที่ในที่สุดเฉินเสียนก็ยอมก้าวเท้าออกมาประตูวัง นั่นก็ทำให้เหล่าขุนนางรู้สึกผ่อนคลายลงบ้างแล้ว

กองเกียรติยศเดินนำอยู่ด้านหน้า เฉินเสียนประทับอยู่บนรถม้ากลางขบวน ตามด้วยเหล่าขุนนางและขุนนางชั้นผู้ใหญ่ของราชสำนัก แม่ทัพฉินหรูเหลียงรับผิดชอบฝ่ายอารักษาความปลอดภัยก็ได้จัดองครักษ์วังหลวง และทหารยามเพื่อรักษาความปลอดภัยของถนนตลอดทั้งสาย

ถนนทั้งสองข้างทางนั้นเต็มไปด้วยประชาชนที่มารอรับเสด็จกันอย่างเนืองแน่น

เมื่อเดินทางมาถึงประตูเมือง เฉินเสียนก็ลงจะรถม้า มายืนอยู่ใต้กำแพงเมืองเก่ามีจุดลายด่างพร้อยที่ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของราชวงค์

เธอสวมชุดเครื่องแบบจักรพรรดินี ที่ประดับด้วยลวดลายหงส์งดงาม ผมที่ยาวถูกมวยขึ้นด้วยปิ่นหยกขาว ถึงแม้ว่าจะดูไม่ได้ยิ่งใหญ่อลังการ แต่ก็เรียบง่ายและเบาสบาย คิ้วคู่นั้นมีความโก่งขึ้นเล็กน้อย ดวงตาสีเหลืองอ่อนดั่งอำพัน

เธอออกมาได้ก็ดีเท่าไหรแล้ว ยังจะปรารถนาให้เธอออกมาต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่อีกหรือ?

กองเกียรติยศแปลแถวออกอยู่ทั้งสองข้างประตูเมือง อยู่ห่างจากด้านหลังเธอสิบไม้บรรทัด ส่วนซูเจ๋อก็เป็นผู้นำเหล่าขุนนางยืนอยู่ด้านหลัง

พระอาทิตย์ที่เคลื่อนตัวสูงขึ้นความร้อนก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้ในวันที่สภาพอาการร้อนเช่นนี้ยากที่จะอดทนกับความร้อนแผดเผานี้ได้ เหล่าขุนนางที่มายืนรอต้อนรับเสด็จก็เกิดอาการหงุดหงิดกระสับกระส่ายกันอยู่บ้าง แต่ก็ต้องอดทนเอาไว้

ในเวลาต่อมาก็ได้เห็นกองเกียรติยศของเย่เหลียงค่อยๆเคลื่อนขบวนทัพมาเข้าเต็มบนถนนหลวง ในด้านทัศนวิสัยการมองเห็นนั้นคือภาพของกลุ่มเงาคนที่เคลื่อนขบวนเข้ามาอย่างช้าๆเหมือนราวกับมดที่ถูกเชื่อมกันเป็นแถวยาวกำลังถูกไฟแผดเผา

เมื่อขบวนเคลื่อนเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น ก็เห็นได้อย่างเลือนรางว่าองค์ชายหกนั้นนั่งอยู่บนม้าที่มีผ้าโปร่งบางอากาศถ่ายเทได้ดี ดูแล้วท่าทางจะสบายเสียจริง

องค์ชายหกยกผ้าม่านเปิดออกขึ้น เงยหน้ามองไปยังผู้หญิงที่อยู่ในชุดเครื่องแบบจักรพรรดินีที่ยืนอยู่ใต้กำแพงเมือง เมื่อขบวนได้เคลื่อนเข้าไปใกล้ขึ้นอีก ก็ทำให้ได้เห็นใบหน้าที่ตรึงเครียดของเธออย่างเรือนลาง แต่จิตใจของเขานั้นกลับมีความสุขมากจึงทำให้เผลอยิ้มมุมปากขออกมา

กองเกียรติยศของฝั่งเย่เหลียงก็ส่งเสียงร้องดังขึ้นว่า “องค์ชายหกเสด็จมาถึงแล้ว——”

องค์ชายหกที่นั่งอยู่บนรถม้าร่มรื่นอย่างสบาย ค่อยๆก้าวเท้าลงมาจากรถม้าอย่างเกียจคร้าน ยืดเส้นยืดสายขยับกายไปมา แล้วเงยหน้ามองกำแพงเมืองด้านหน้าที่สูงตระหง่านตา ยิ้มออกมาอย่างเหยียดหยาม

ศาลาบนประตูเมืองของเมืองหลวงต้าฉู่ ทำไมมันช่างดูทรุดโทรมเช่นนี้กัน

บนกำแพงเมืองที่มีรอยแตกร้าวปรากฏให้เห็นอยู่บ้าง แม้ว่าจะมีร่องรอยของการซ่อมแซมรอยแตกร้าวไปแล้วนั้น ก็สามารถคาดเดาเหตุการณ์ในการบุกโจมตีได้ว่าเกิดขึ้นอย่างรุนแรงมากและก่อให้เกิดความเสียหายที่หนักหนา ไม่สามารถจะซ่อมแซมกลับมาเหมือนเดิมได้ในระยะเวลาอันสั้น

องค์ชายหกก็เพียงแค่ชำเลืองมองอย่างเฉยชา

ไม่มีใครได้ทันสังเกตว่ารอยแตกร้าวนั่นลามขึ้นไปถึงยอดของศาลาบนประตูเมืองแล้ว และตอนนี้รอยร้าวนั่นก็กำลังค่อยๆแผ่ขยายออกทีละนิด

เฉินเสียนยืนอยู่ภายใต้รอยแตกร้าวนั่น พระอาทิตย์สาดส่องอยู่เหนือศรีษะ เธอยกมือขึ้นปาดเหงื่อบริเวณหน้าผาก เอ่ยขึ้นอย่างไม่เกรงใจว่า “อืดอาดยืดยาด เดินบิดไปบิดมา เหมือนกับพวกผู้หญิงอย่างไรอย่างนั้น”

ใบหน้าขององค์ชายหกยังคงมีรอยยิ้ม แล้วเอ่ยถามว่า “ท่านพูดว่าอะไรหรือ?”

เฉินเสียนเงยหน้าขึ้น มองหน้าเขาแล้วเอ่ยอย่างยั่วยุว่า “ข้าพูดว่าเจ้าเหมือนกับพวกผู้หญิง ทำไม?วุ้ย องค์ชายหก การเดินทางเพื่อมาแต่งงานไกลในครั้งนี้ รู้สึกเป็นเช่นไรบ้างหรือ?”

เหล่าขุนนางที่อยู่ด้านหลังปาดเหงื่อ “ฝ่าบาท โปรดระมัดระวังเรื่องความปรองดองของทั้งสองอาณาจักรด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

องค์ชายหกนั้นดูมีความสุขมาก เมื่อในที่สุดก็ได้พบกับหญิงสาวผู้นี้ แต่ฝีปากของเธอนั้นพูดได้ไม่กี่คำก็สามารถทำให้คนนั้นหงุดหงิดได้ง่าย เฉินเสียนยิ้มเย็นชาแล้วยังเอ่ยขึ้นอีกว่า “อยากจะสู้รึ?เจ้ามีอะไรมาสู้กับข้าบ้าง ไม่เช่นนั้นข้าก็คงหาเหตุผลไม่เจอว่าทำไมจะต้องรับเจ้าเข้ามาอยู่ในพระตำหนักเย็นแห่งนี้ด้วย”

Tags:
เว็บอ่านนิยาย PDF นิยายจีน นิยายแปล นิยายไม่ติดเหรียญ นิยายวาย นิยายรัก นิยายY https://lnwnovel.com นิยายกำลังภายในสนุกๆ อ่านได้บน IPAD IPhone Android IOS ได้ทุกแพลตฟอร์ม มือถือทุกเครื่อง